
แนะตั้งกองทุนประกัน ปลดแอกรีอินชัวร์นอก
สมาคมประกันวินาศภัย แนะรัฐบาลตั้งกองทุนรับประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ปลดแอกอำนาจลดเบี้ย-เพิ่มความคุ้มครอง จากรีอินชัวเรอร์ต่างประเทศที่กินรวบเบี้ยประกัน 90%
นายจีรพันธ์ อัศวธนะกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถปรับลดเบี้ยหรือเพิ่มความคุ้มครองจากปีนี้ เนื่องจากการรับประกันภัยมากกว่า 80-90% เป็นการส่งภัยต่อให้กับประกันภัยต่อในต่างประเทศ (Reinsurer) มีเพียง 10% ที่บริษัทประกันภัยที่ร่วมขายความคุ้มครองเก็บไว้เอง
ผู้รับประกันภัยต่อจะพิจารณาปรับลดเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับ 1.อัตราการเกิดความเสียหายในปีนั้นๆ 2.วงเงินสินไหมเทียบกับเบี้ยประกันภัยรับ 3.การเกิดภัยว่ามีการเฉลี่ยทั้งพื้นที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงตํ่า มีการกระจุกตัวอยู่แค่บางพื้นที่หรือไม่ หากปีไหนเสียหายมากปีถัดไปก็จะต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัย
ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการให้เบี้ยประกันภัยปรับลดหรือมีการจ่ายสินไหมเพิ่มเพื่อจูงใจให้เกษตรกรหันมาซื้อประกันภัยมากขึ้น อาจต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมารองรับความเสี่ยงเพื่อให้บริษัทประกันภัยนำภัยมาเก็บไว้ที่กองทุนเพื่อให้สัดส่วนการส่งภัยออกไปต่างประเทศลดลง
[caption id="attachment_178377" align="aligncenter" width="503"]
จีรพันธ์ อัศวธนะกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย[/caption]
“ถ้าเบี้ยอยู่ในประเทศ จะมีอำนาจต่อรองได้มากขึ้น โมเดลนี้หลายประเทศก็ทำ ของไทยเองก็เคยทำแล้วในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยปี 2554 ที่หาบริษัทรับประกันภัยต่อไม่ได้จนรัฐบาลต้องออกมาตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ วงเงิน 50,000 ล้านบาท”
นายจีรพันธ์ กล่าวต่อถึงการขยายรูปแบบการรับประกันภัยไปสู่ข้าวโพดและโคนม ขณะนี้ยังขาดข้อมูล ทั้งเรื่องสถิติปริมาณนํ้าฝนที่ยังไม่ชัดเจน จากข้อมูลการซื้อประกันภัยเดิมในหลายปีที่ผ่านมาพบว่า อัตราการเกิดความเสียหายในข้าวโพดสูงมีความเสียหาย 1,000%
ปี 2559 มีเกษตรกรซื้อประกันภัย 1.57 ล้านราย พื้นที่ 27.17 ล้านไร่ เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ 2,286 ล้านบาท หลังที่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้วพบว่า มีพื้นที่เสียหาย 53 จังหวัด กินพื้นที่กว่า 7.41 แสนไร่ บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหมแล้ว 78,880 ราย ค่าสินไหมประมาณ 813 ล้านบาท จากจากอุทกภัย 71% ภัยแล้ง 28% และศัตรูพืชระบาด 1%
ปีการผลิต 2560 กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการรับประกันภัยร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและสมาคมประกันวินาศภัยไทยไว้ที่ 30 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 3 ล้านไร่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายจีรพันธ์ อัศวธนะกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถปรับลดเบี้ยหรือเพิ่มความคุ้มครองจากปีนี้ เนื่องจากการรับประกันภัยมากกว่า 80-90% เป็นการส่งภัยต่อให้กับประกันภัยต่อในต่างประเทศ (Reinsurer) มีเพียง 10% ที่บริษัทประกันภัยที่ร่วมขายความคุ้มครองเก็บไว้เอง
ผู้รับประกันภัยต่อจะพิจารณาปรับลดเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับ 1.อัตราการเกิดความเสียหายในปีนั้นๆ 2.วงเงินสินไหมเทียบกับเบี้ยประกันภัยรับ 3.การเกิดภัยว่ามีการเฉลี่ยทั้งพื้นที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงตํ่า มีการกระจุกตัวอยู่แค่บางพื้นที่หรือไม่ หากปีไหนเสียหายมากปีถัดไปก็จะต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัย
ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการให้เบี้ยประกันภัยปรับลดหรือมีการจ่ายสินไหมเพิ่มเพื่อจูงใจให้เกษตรกรหันมาซื้อประกันภัยมากขึ้น อาจต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมารองรับความเสี่ยงเพื่อให้บริษัทประกันภัยนำภัยมาเก็บไว้ที่กองทุนเพื่อให้สัดส่วนการส่งภัยออกไปต่างประเทศลดลง
[caption id="attachment_178377" align="aligncenter" width="503"]
“ถ้าเบี้ยอยู่ในประเทศ จะมีอำนาจต่อรองได้มากขึ้น โมเดลนี้หลายประเทศก็ทำ ของไทยเองก็เคยทำแล้วในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยปี 2554 ที่หาบริษัทรับประกันภัยต่อไม่ได้จนรัฐบาลต้องออกมาตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ วงเงิน 50,000 ล้านบาท”
นายจีรพันธ์ กล่าวต่อถึงการขยายรูปแบบการรับประกันภัยไปสู่ข้าวโพดและโคนม ขณะนี้ยังขาดข้อมูล ทั้งเรื่องสถิติปริมาณนํ้าฝนที่ยังไม่ชัดเจน จากข้อมูลการซื้อประกันภัยเดิมในหลายปีที่ผ่านมาพบว่า อัตราการเกิดความเสียหายในข้าวโพดสูงมีความเสียหาย 1,000%
ปี 2559 มีเกษตรกรซื้อประกันภัย 1.57 ล้านราย พื้นที่ 27.17 ล้านไร่ เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ 2,286 ล้านบาท หลังที่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้วพบว่า มีพื้นที่เสียหาย 53 จังหวัด กินพื้นที่กว่า 7.41 แสนไร่ บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหมแล้ว 78,880 ราย ค่าสินไหมประมาณ 813 ล้านบาท จากจากอุทกภัย 71% ภัยแล้ง 28% และศัตรูพืชระบาด 1%
ปีการผลิต 2560 กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการรับประกันภัยร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและสมาคมประกันวินาศภัยไทยไว้ที่ 30 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 3 ล้านไร่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






