
ส่วย...โจทย์ท้าทาย รีเซตระเบียบแรงงานต่างด้าว
การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ได้กำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในอัตรารุนแรง จนสร้างความตื่นตระหนกต่อการจ้างงาน ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจเอสเอ็มอี จนเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ต้องประกาศมาตรา 44 ให้ชะลอการบังคับใช้ 4 มาตราของพ.ร.ก.ฉบับนี้ คือมาตรา 101, 102, 119 และ 122 ออกไปอีก 180 วัน (ตารางประกอบ) ให้มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2561 และให้คำสั่งนี้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ในระหว่างนี้ให้กระทรวงแรงงานดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อกฎหมายดังกล่าวและเสนอครม.ภายใน 120 วัน
**“นายกฯ”ลั่นโทษเด็ดขาด
นายกรัฐมนตรี ยังได้ยํ้าว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ที่เรียกผลประโยชน์โดยกล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” คํ่าวันที่ 7 กรกฎาคม ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลพยายามหาวิธีการด้านกฎหมายให้ค่าปรับต่างๆ มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดยจะใช้เวลา 6 เดือนแก้ปัญหาให้มากที่สุดเพื่อลดผลกระทบ ทั้งนี้ไม่ให้สำนักงานจัดหางานเถื่อน นายหน้าหรือบริษัทที่ไม่สุจริตเข้ามาแสวงผลประโยชน์จะต้องถูกลงโทษเด็ดขาด และจะดำเนินโทษปรับและทางอาญาอย่างเต็มที่กับผู้ค้ามนุษย์
[caption id="attachment_177748" align="aligncenter" width="309"]
ส่วย...โจทย์ท้าทาย รีเซตระเบียบแรงงานต่างด้าว[/caption]
ข้อมูลของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ประมาณว่าปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานประมาณ 2.6 ล้านคน จำนวนนี้ครึ่งหนึ่งหรือ 1.3 ล้านคนเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย (อาทิ วีซ่าหมดอายุ, ชื่อนายจ้างไม่ตรงกับบัตร ฯลฯ ) ยังไม่รวมแรงงานนอกระบบที่คาดจะมีอีก 4-5 ล้านคน การที่แรงงานผิดกฎหมายมีจำนวนมากขึ้น ทำให้โอกาสเก็บส่วยในรูปแบบต่างๆ ก็มากตามไปด้วย ตั้งแต่การลักลอบนำเข้ามาและจ่ายรายเดือนขณะลักลอบทำงาน
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เห็นด้วยกับพ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับนี้ ถือเป็นการจัดระเบียบการใช้แรงงานต่างด้าวให้ถูกต้อง กำจัดแรงงานเถื่อนที่มีอยู่ในประเทศไทยมายาวนาน
**โทษแรง-ส่วยยิ่งแพง
อย่างไรก็ดี การกำหนดโทษแรง ทำให้ส่วยยิ่งแพง จากเดิม นายจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนขออนุญาตใช้แรงงานต่างด้าวจะมีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท และหากจ้างแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานมีโทษปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-1 แสนบาท แต่พ.ร.ก.ฉบับนี้กำหนดค่าปรับ 4-8 แสนบาทต่อต่างด้าว 1 คน ส่วยที่ตนได้ยินมาว่า จากที่เรียกเก็บ 1.5 หมื่นบาทต่อคน ตอนนี้ขยับเป็น 7 หมื่นบาทแล้ว
[caption id="attachment_62524" align="aligncenter" width="364"]
ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์[/caption]
**ส่วยลามทุกพื้นที่
ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดที่แก้ไม่ได้ก็คือ เรื่องส่วย เพราะอยู่นอกเหนือการดูแลของกระทรวงแรงงาน
“อย่างที่เราเคยศึกษาเช่นที่จังหวัดสมุทรสาคร มีด่านตรวจ 7 ด่าน แรงงานต่างด้าวต้องเสียค่าส่วยที่ไม่ปรากฏในใบเสร็จด่านละ 700-1,000 บาท รวมๆ สูงถึง 5,000-7,000 บาท หรืออย่างคนงานต่างด้าวที่เข้ามาเป็นแม่บ้านก็ต้องเสียค่าอำนวยความสะดวกเพื่อให้ได้งาน ตกรายละ 5,000-6,000 บาท ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางเข้าถึง” ดร.สราวุธ กล่าว ทั้งยังแสดงเป็นห่วงถึงแรง งานต่างด้าวที่เข้ามาตามกรอบเอ็มโอยูที่กลับออกไป อาจไม่กลับมาได้ในทันที จากกระบวนการการให้ยืนยันตัวตามเอ็มโอยูจากประเทศต้นทาง ทำให้ภาคก่อสร้างอาจรอไม่ได้ หรือภาคการผลิต โรงสีข้าว ที่ขาดแคลนแรงงานขนข้าวก็อาจไม่กล้ารับออร์เดอร์เพิ่ม”
ขณะที่นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ให้ข้อมูลว่าหลังปี 2557-2559 เป็นต้นมาทางเครือข่าย ได้รับรายงานจากอาสาสมัครในพื้นที่ว่าปัญหาเรื่องส่วยเกิดขึ้นทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนทำงานบ้านในกรุงเทพฯ ก็มีการร้องเรียนเข้ามาเสมอว่า ถูกเจ้าหน้าที่เรียกเงิน 5,000 บาท เพราะชื่อนายจ้างไม่ตรงกับชื่อที่อยู่ในบัตร แต่เป็นชื่อของโบรกเกอร์ (นายหน้า) เช่นเดียวกับนายสุพจน์ ส่งเสียง ผู้ประกอบการบริษัทรับเหมาจัดหาแรงงาน เล่าว่า ที่น่าห่วงคือกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องเสียค่านำเข้าแรงงานแพงขึ้น ทำให้ต้องเลือกใช้แรงงานที่ไม่ถูกต้องโดยยอมจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่
**จี้ใช้ประโยชน์ซับคอนแทร็กต์
“การจะบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่เพียงนำเข้าข้ามแดนมาถูกต้อง ยังมีเรื่องกำกับดูแล เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาที่อาศัยอยู่และทำงาน เพราะเป็นเหตุสำคัญของการ กระทำผิดกฎหมายมากกว่า ความเข้มข้นตรงนี้จึงควรมีองค์กรเอกชน มาทำเรื่องนี้แบบจริงจังนอกเหนือจากผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มธุรกิจรับเหมาแรงงาน หรือ ซับคอนแทร็กต์แต่รัฐกำลังตัดวงจรนี้ออกไป (: ระเบียบว่าด้วยการจัดสรรจำนวนการจ้างงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2559 กำหนดห้ามธุรกิจการรับเหมาแรงงาน ซึ่งไม่ใช่กิจการของตนเอง ยื่นขอโควตานำเข้าแรงงานข้ามชาติ) ทั้งที่จริงควรนำซับคอนแทร็กต์มาใช้ประโยชน์ เป็นตัวกลางในการกำกับดูแลแทนรัฐ”
180 วัน ถือเป็นความท้าทาย ภาครัฐจะรีเซตจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวควบคู่กับการจัดการแก้ปัญหาส่วยได้อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
**“นายกฯ”ลั่นโทษเด็ดขาด
นายกรัฐมนตรี ยังได้ยํ้าว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ที่เรียกผลประโยชน์โดยกล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” คํ่าวันที่ 7 กรกฎาคม ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลพยายามหาวิธีการด้านกฎหมายให้ค่าปรับต่างๆ มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดยจะใช้เวลา 6 เดือนแก้ปัญหาให้มากที่สุดเพื่อลดผลกระทบ ทั้งนี้ไม่ให้สำนักงานจัดหางานเถื่อน นายหน้าหรือบริษัทที่ไม่สุจริตเข้ามาแสวงผลประโยชน์จะต้องถูกลงโทษเด็ดขาด และจะดำเนินโทษปรับและทางอาญาอย่างเต็มที่กับผู้ค้ามนุษย์
[caption id="attachment_177748" align="aligncenter" width="309"]
ข้อมูลของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ประมาณว่าปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานประมาณ 2.6 ล้านคน จำนวนนี้ครึ่งหนึ่งหรือ 1.3 ล้านคนเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย (อาทิ วีซ่าหมดอายุ, ชื่อนายจ้างไม่ตรงกับบัตร ฯลฯ ) ยังไม่รวมแรงงานนอกระบบที่คาดจะมีอีก 4-5 ล้านคน การที่แรงงานผิดกฎหมายมีจำนวนมากขึ้น ทำให้โอกาสเก็บส่วยในรูปแบบต่างๆ ก็มากตามไปด้วย ตั้งแต่การลักลอบนำเข้ามาและจ่ายรายเดือนขณะลักลอบทำงาน
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เห็นด้วยกับพ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับนี้ ถือเป็นการจัดระเบียบการใช้แรงงานต่างด้าวให้ถูกต้อง กำจัดแรงงานเถื่อนที่มีอยู่ในประเทศไทยมายาวนาน
**โทษแรง-ส่วยยิ่งแพง
อย่างไรก็ดี การกำหนดโทษแรง ทำให้ส่วยยิ่งแพง จากเดิม นายจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนขออนุญาตใช้แรงงานต่างด้าวจะมีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท และหากจ้างแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานมีโทษปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-1 แสนบาท แต่พ.ร.ก.ฉบับนี้กำหนดค่าปรับ 4-8 แสนบาทต่อต่างด้าว 1 คน ส่วยที่ตนได้ยินมาว่า จากที่เรียกเก็บ 1.5 หมื่นบาทต่อคน ตอนนี้ขยับเป็น 7 หมื่นบาทแล้ว
[caption id="attachment_62524" align="aligncenter" width="364"]
**ส่วยลามทุกพื้นที่
ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดที่แก้ไม่ได้ก็คือ เรื่องส่วย เพราะอยู่นอกเหนือการดูแลของกระทรวงแรงงาน
“อย่างที่เราเคยศึกษาเช่นที่จังหวัดสมุทรสาคร มีด่านตรวจ 7 ด่าน แรงงานต่างด้าวต้องเสียค่าส่วยที่ไม่ปรากฏในใบเสร็จด่านละ 700-1,000 บาท รวมๆ สูงถึง 5,000-7,000 บาท หรืออย่างคนงานต่างด้าวที่เข้ามาเป็นแม่บ้านก็ต้องเสียค่าอำนวยความสะดวกเพื่อให้ได้งาน ตกรายละ 5,000-6,000 บาท ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางเข้าถึง” ดร.สราวุธ กล่าว ทั้งยังแสดงเป็นห่วงถึงแรง งานต่างด้าวที่เข้ามาตามกรอบเอ็มโอยูที่กลับออกไป อาจไม่กลับมาได้ในทันที จากกระบวนการการให้ยืนยันตัวตามเอ็มโอยูจากประเทศต้นทาง ทำให้ภาคก่อสร้างอาจรอไม่ได้ หรือภาคการผลิต โรงสีข้าว ที่ขาดแคลนแรงงานขนข้าวก็อาจไม่กล้ารับออร์เดอร์เพิ่ม”
ขณะที่นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ให้ข้อมูลว่าหลังปี 2557-2559 เป็นต้นมาทางเครือข่าย ได้รับรายงานจากอาสาสมัครในพื้นที่ว่าปัญหาเรื่องส่วยเกิดขึ้นทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนทำงานบ้านในกรุงเทพฯ ก็มีการร้องเรียนเข้ามาเสมอว่า ถูกเจ้าหน้าที่เรียกเงิน 5,000 บาท เพราะชื่อนายจ้างไม่ตรงกับชื่อที่อยู่ในบัตร แต่เป็นชื่อของโบรกเกอร์ (นายหน้า) เช่นเดียวกับนายสุพจน์ ส่งเสียง ผู้ประกอบการบริษัทรับเหมาจัดหาแรงงาน เล่าว่า ที่น่าห่วงคือกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องเสียค่านำเข้าแรงงานแพงขึ้น ทำให้ต้องเลือกใช้แรงงานที่ไม่ถูกต้องโดยยอมจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่
**จี้ใช้ประโยชน์ซับคอนแทร็กต์
“การจะบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่เพียงนำเข้าข้ามแดนมาถูกต้อง ยังมีเรื่องกำกับดูแล เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาที่อาศัยอยู่และทำงาน เพราะเป็นเหตุสำคัญของการ กระทำผิดกฎหมายมากกว่า ความเข้มข้นตรงนี้จึงควรมีองค์กรเอกชน มาทำเรื่องนี้แบบจริงจังนอกเหนือจากผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มธุรกิจรับเหมาแรงงาน หรือ ซับคอนแทร็กต์แต่รัฐกำลังตัดวงจรนี้ออกไป (: ระเบียบว่าด้วยการจัดสรรจำนวนการจ้างงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2559 กำหนดห้ามธุรกิจการรับเหมาแรงงาน ซึ่งไม่ใช่กิจการของตนเอง ยื่นขอโควตานำเข้าแรงงานข้ามชาติ) ทั้งที่จริงควรนำซับคอนแทร็กต์มาใช้ประโยชน์ เป็นตัวกลางในการกำกับดูแลแทนรัฐ”
180 วัน ถือเป็นความท้าทาย ภาครัฐจะรีเซตจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวควบคู่กับการจัดการแก้ปัญหาส่วยได้อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






