thansettakij
thansettakij
นายกฯห่วงหนี้ครัวเรือนเกษตรกรพุ่งแนะเร่งสร้างวินัยเพิ่มรายได้

นายกฯห่วงหนี้ครัวเรือนเกษตรกรพุ่งแนะเร่งสร้างวินัยเพิ่มรายได้

08 ก.ค. 60 | 02:06 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 60 | 09:09 น.
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่าเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงที่ผ่านมาในเดือนพฤษภาคม มีสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกที่ขยายตัวได้ในระดับสูงร้อยละ 13.2 การท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องร้อยละ 3.3 คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะดีกว่าไตรมาสแรก และมีรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในไทยจากบีโอไอพบว่า ร้อยละ 35.7 มีแผนจะขยายการลงทุนในประเทศไทย และร้อยละ 62.5 จะเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ มีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญทั้งหมด และดำเนินมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน โดยมุ่งหวังให้ส่งผลดีทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่พี่น้องประชาชนทุกคน

อย่างไรก็ตาม หนี้สินยังเป็นปัญหาปากท้อง ที่รัฐบาลไม่อาจละเลยได้ แต่เป็นจุดหมายของแทบทุกมาตรการของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปลดเปลื้องภาระให้กับพี่น้องประชาชนหลากหลายกลุ่ม ที่ต้องแบกรับมานาน จนทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันได้เท่าที่ควร ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย แม้ว่าจะลดลงมาอย่างต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังต้องลดลงให้ได้อีก โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2560 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนปรับลดลงจากร้อยละ 79.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 78.6 ของรายได้รวมของประเทศในไตรมาสก่อน ทั้งนี้จากการสำรวจหนี้ครัวเรือน และประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า

1.คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยคนอายุ 30 ปี กว่าครึ่งหนึ่ง มีภาระหนี้สินแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บัตรเครดิต
2.คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น โดยเทียบกับปี 2552 คนไทยที่มีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 แต่ในปี 2559 สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 รวมถึงมูลค่าของยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
3.คนไทยแบกภาระหนี้มานาน เห็นได้จากพี่น้องประชาชนที่เข้าใกล้วัยเกษียณ แม้มีรายได้มากขึ้น เริ่มมีรายจ่ายฟุ่มเฟือยน้อยลง ไม่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่เห็นได้ว่าปริมาณหนี้ไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเท่าไรเลย

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ถือเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของประเทศ ของประชาชน ที่ต้องเร่งขจัดปัดเป่าโดยเร็ว และถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามเดินหน้าแก้ไขมาโดยตลอด ให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่างๆ อาทิ
rice

กลุ่มแรก คือเกษตรกร ซึ่งได้มีการรับขึ้นทะเบียนข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะหนี้ที่นำที่ดินไปประกันหนี้ และเกิดปัญหาความเดือดร้อน แยกเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีเกษตรกรมายื่นคำร้องกว่า 1 แสนราย มูลหนี้ราว 17,000 ล้านบาท

สำหรับเกษตรกรที่มีหนี้ในระบบ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางให้การช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ เป็นต้น ผลจากการทยอยไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยปลดเปลื้องหนี้สินได้แล้วราว 3 พันราย มูลหนี้เกือบ 400 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย มีการเพิ่มช่องทางการให้สินเชื่อหลายๆ ด้าน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างครบวงจร ในด้านเจ้าหนี้มีการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้กวดขันด้วยอย่าให้มีโดยเด็ดขาด รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหนี้มาร่วมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ เข้ามาขออนุญาตดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง

นอกจากนี้ มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา สำหรับลูกหนี้ ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อให้เกิดมูลค่าหนี้ที่เป็นธรรม และให้ธนาคารของรัฐพิจารณาสินเชื่อ เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ขณะเดียวกันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่นของชุมชน หรือ ระดับฐานรากของสังคมไทย โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสมาชิกในชุมชนผ่านองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พยายามเพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน

ที่สำคัญได้มีการสร้างกลไกในการพัฒนา และฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีศักยภาพในการหารายได้และสามารถชำระหนี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ซึ่งจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความรู้ในการจัดทำบัญชีครัวเรือนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน เป็นภูมิคุ้มกันการเป็นหนี้ตามศาสตร์พระราชาอีกด้วย

กลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ที่มีรายได้ประจำ แต่ยังมีภาระหนี้ล้นพ้นตัว ก็สามารถเข้าร่วมในโครงการคลินิกแก้หนี้ ที่มีการเปิดให้บริการแล้วในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ และช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสม สร้างวินัยทางการเงินไม่่ให้กลับมาเป็นหนี้ได้อีก โดยสรุปแล้วรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ๆ จะหามาตรการ ทั้งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปเสมอ เพื่อให้เกิดการขจัดปัญหาได้อย่างจริงจังในระยะยาว โดยทั้งนี้ต้องอาศัยการตระหนักรู้ และปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าหากคนไข้เชื่อฟังหมอ กินยาตามกำหนด มีวินัยปฏิบัติตามคำแนะนำ และรู้วิธีป้องกันตนเองแล้ว ไม่เพียงจะหายป่วย แต่ร่างกายและจิตใจจะแข็งแรง มีแรง มีพลังต่อสู้ชีวิตได้อีก

นี่คือปรัชญาที่เรียบง่าย จากการประยุกต์ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งรัฐบาลนี้ได้เน้นการช่วยให้พี่น้องประชาชนให้มีการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน สร้างโอกาส สร้างตลาด รวมไปถึงการให้ความรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้กลับไปมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซ้ำเติมหนี้เดิม หรือก่อหนี้ใหม่ ตนหวังอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ต้องแก้ไขไปด้วยกัน เพื่อจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวให้ได้ในระยะยาว เพื่อจะลดภาระของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการต่างๆ ออกมามากมาย

แต่ปัญหาคือ ทุกคนยังไม่สามารถจะเข้าอยู่ในระบบเหล่านั้นได้ทุกคน ต้องไปหาช่องทางว่าจะทำกันอย่างไร อย่างน้อยก็เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน มิฉะนั้นแล้วการที่รัฐบาลไม่ว่าจะออกมาตรการใดก็ตามก็ไม่สามารถที่จะรองรับ หรือร่วมมือในมาตรการต่างๆ เหล่านั้นของรัฐได้ เลยกลายเป็นว่าเหมือนรัฐไม่ดูแล ประชาชนมีรายได้น้อยลง มีหนี้สินมากขึ้นอะไรทำนองนี้อย่างที่มีคนพูดกล่าวกันในปัจจุบันซึ่งมันเป็นเรื่องจริง แต่จะทำอย่างไร ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเลยยังคงทำแบบเดิม คิดแบบเดิม ไม่เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ไม่พัฒนาตัวเอง รัฐก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะว่ามันเป็นการทำฝ่ายเดียว แล้วผลกระทบตรงนั้นจะเกิดขึ้นจากหลายส่วนด้วยกัน ขอให้ฟังรัฐบาลบ้างในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นระยะยาว ดีกว่าที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการช่วยเหลือไปตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด

จากผลสำรวจความสุขของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง 500 กว่ารายทั่วประเทศ โดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำพบว่า ความสุขมวลรวมของเกษตรกรมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 8.29 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ก็ไปพิสูจน์กันเองว่า จากโพลออกมาแล้วจริง หรือไม่จริงอย่างไร

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คนที่อยู่ในห่วงโซ่เหล่านี้ สามารถจะมีรายได้ดีขึ้น ปรับตัวเอง มีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช มีการลดต้นทุนการผลิต มีการรวมกลุ่ม เหล่านี้จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าใครไม่เข้ามาในวงจรเหล่านี้เลย มันไม่เพิ่มขึ้นแน่นอน หนี้สินจะมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เราก็ความพยายามที่จะเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สูงขึ้นหลายมาตรการด้วยกัน

รายงานล่าสุดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าการค้า ประมาณ 7.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ มีมูลค่ากว่า 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% ขณะที่การนำเข้ามูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท ลดลง 16% ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าเกือบ 4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24% ต้องไปดูนะครับ การส่งออกเพิ่มขึ้น การนำเข้าลดลง การพัฒนาในด้านนี้มันจะลดลงหรือไม่ ต้องไปใคร่ครวญกันให้ดีว่า จะมีมาตรการอย่างไรออกไป รัฐบาลก็ติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ สินค้าการเกษตรสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง ปาล์ม ข้าวโพด มัน อ้อย ต่อไปนี้นั้นผมไม่อยากให้ทุกคนคิดว่า ราคาผลิตผลการเกษตรที่เรามีเป็นจำนวนมากนี้จะมีโอกาสสูงขึ้นได้มากนักในอนาคต เพราะได้มีวิวัฒนาการต่างๆ มากมายในด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ ซึ่งสามารถจะทดแทนกันได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพืชชนิดเดียวเช่นเดิม อย่างเช่นกรณียาง วันนี้บางประเทศ หรือบางอุตสาหกรรมสามารถผลิตยางรถยนต์ หรือยางอื่นๆ ได้จากยางเทียมที่ทำมาจากน้ำมันทดแทน ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบถูกลง โดยเรามีหนทางเดียวที่จะทำให้ราคาอยู่ในสภาพที่เกษตรกรไม่เดือดร้อนก็คือ การปรับตัว ผลจากการสำรวจกลุ่มเกษตรตัวอย่างที่กล่าวมาของซูเปอร์โพลนั้น พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกินทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญคือ การปลูกข้าวอย่างเดียวลดลงจากร้อยละ 75.3 เหลือร้อยละ 57.8

ในขณะที่การปลูกข้าวกับพืชอื่นๆ เช่น ทำไร่ ทำสวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.5 เป็นร้อยละ 30.0 ทั้งนี้ การปรับตัวดังกล่าวนั้นจะเป็นผลดีต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศ หากเกิดขึ้นจริงในภาพรวมทั้งประเทศ โดยเฉพาะที่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเช่น ลดพื้นที่ปลูกลง ลดต้นทุนการผลิต ผลิตตามความต้องการของตลาด เหล่านี้เป็นต้น
g

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการให้พี่น้องเกษตรกรได้มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ มีการบริหารจัดการ และการรวมกลุ่มเอง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรแปลงใหญ่ สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน โดยใช้กลไกประชารัฐสอดแทรกในการดำเนินการตั้งแต่การปลูก การผลิต แปรรูป การตลาดด้วยตัวเองในตลาดชุมชน ตลาดออนไลน์ วันนี้เรากำลังจัดทำโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ที่จะเป็นการปฏิรูป เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งองค์ประกอบหลายอย่าง รวมไปถึงการวิจัยพัฒนา สร้างนวัตกรรม โดยเน้นการผลิตเพื่อใช้ และป้อนตลาดภายในประเทศก่อน

สิ่งต่างๆ ที่ต้องการการลงทุนจากเอกชนไทยและจากต่างประเทศ ซึ่งต้องมีการพิจารณาปัจจัยการผลิตอื่นๆ ด้วยให้ครบวงจร ไม่ใช่เพียงวัสดุต้นทุนในประเทศเท่านั้น เช่น ยางพารา สิ่งที่เราต้องพิจารณามีทั้งต้นทุนการผลิต ค่าแรง ค่าวัสดุต้นทุน คุณภาพ การตลาด การแข่งขันที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างที่นักการเมืองบางท่าน หรือบางพรรคออกมาพูด หรือกล่าวอ้างโจมตีรัฐบาลอยู่ในเวลานี้เพราะว่าถ้าทำเช่นนั้นได้จริง ก็คงแก้ปัญหาได้นานแล้ว ปัญหาคงไม่สะสมมาจนถึงวันนี้ วันนี้กำลังทำในสิ่งใหม่ที่จะแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่อยากให้ใครดึงกลับไปจุดเดิม พี่น้องเกษตรกรต้องพิจารณาด้วยตัวเอง