thansettakij
thansettakij
ตั้งงบผันนํ้ากัมพูชา กรมชลฯขอ 100 ล.ศึกษาแนววางท่อลงอ่าง

ตั้งงบผันนํ้ากัมพูชา กรมชลฯขอ 100 ล.ศึกษาแนววางท่อลงอ่าง

08 ก.ค. 60 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 60 | 07:45 น.
กรมชลประทานเดินหน้าเร่งจัดหานํ้าป้อนให้อีอีซีตั้งงบศึกษาและออกแบบแนวก่อสร้างท่อกว่า100ล้านบาทผันนํ้าจากชายแดนกัมพูชาลงอ่างเก็บนํ้าประแสร์

การเตรียมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างการจัดหาแหล่งนํ้าถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าจะมีเพียงพอสำหรับในอนาคตได้ ซึ่งภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมที่จะจัดหาแหล่งนํ้ามาป้อนในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีแล้ว

ล่าสุดในการประชุมคณะทำงานของอีอีซี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานความคืบหน้าในส่วนของกรมชลประทานว่ากำลังอยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณราวกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขอนำไปศึกษาความเป็นไปได้ที่จะผันนํ้าผ่านระบบท่อจากเขื่อนสตึงมนัม ที่อยู่ชายแดนของกัมพูชาเข้ามายังเขื่อนประแสร์ จังหวัดชลบุรี ในปริมาณปีละ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว

[caption id="attachment_158116" align="aligncenter" width="503"] ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์[/caption]

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทานเปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างตั้งงบประมาณปี 2561 วงเงินกว่า 100 ล้านบาท เพื่อนำมาศึกษาและออกแบบ โครงการวางท่อส่งนํ้าจากเขื่อนสตึงนัม ที่อยู่ชายแดนของประเทศกัมพูชา ติดกับจังหวัดตราดของไทย หากงบประมาณอนุมัติแล้ว จะเริ่มศึกษาตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปโดยใช้ระยะเวลาศึกษาเพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่เกิน 1 ปี

ทั้งนี้ โครงการวางท่อส่งนํ้าดังกล่าวคาดว่าต้องใช้งบประมาณดำเนินงานสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องซื้อระบบท่อและวางท่อขนาดใหญ่ มีระยะทางยาวกว่า 100 กิโลเมตร จากเขื่อนสตึงมนัม ผ่านจังหวัดตราดเชื่อมระบบท่อที่จังหวัดจันทบุรี และส่งไปยังฃอ่างเก็บนํ้าประแสร์ จังหวัดระยอง และนอกจากระบบท่อแล้วต้องจัดซื้อที่ดินบางส่วนเพื่อเป็นกรรมสิทธิ์จากการวางแนวท่อและการก่อสร้างสถานีสูบนํ้า และเครื่องปั๊มนํ้าส่วนจะใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหนและจะผ่านจุดใดบ้างต้องศึกษาร่วมกับกรมทรัพยากรนํ้า

รองอธิบดีกล่าวต่อว่า เมื่อศึกษาแล้วเสร็จ ในขั้นตอนต่อไป จะต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ หรืออาจจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ ที่รัฐบาลต้องการให้ผลการทำอีไอเอออกมาโดยเร็วที่จะมีคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาสิ่งแวดล้อมพิเศษ เข้ามาพิจารณาโดยตรงและหากโครงการผ่านอีไอเอแล้ว จากนั้นสามารถเสนอของบก่อสร้าง ซึ่งแหล่งเงินจะมาจากไหน จะต้องพิจารณาอีกครั้งเช่นอาจใช้รูปแบบเอกชนร่วมลงทุนหรือพีพีพี หรือใช้งบประมาณของรัฐบาล เป็นต้น

[caption id="attachment_174874" align="aligncenter" width="501"] ตั้งงบผันนํ้ากัมพูชา กรมชลฯขอ100ล.ศึกษาแนววางท่อลงอ่าง ตั้งงบผันนํ้ากัมพูชา กรมชลฯขอ100ล.ศึกษาแนววางท่อลงอ่าง[/caption]

ทั้งนี้ การก่อสร้างจะใช้เวลา 2 ปี สอดรับกับการก่อสร้างโรงฟ้าไฟพลังนํ้าสตึงมนัม ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่จะไปลงทุนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ ขณะที่กรมชลจะได้นํ้าฟรีเพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 300 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้อนนํ้าให้กับอีอีซี

สำหรับโครงการผันนํ้าดังกล่าว เป็นแผนรองรับปัญหานํ้าขาดแคลนในพื้นที่อีอีซีระยะที่ 2 ในอีก 8-10 ปีข้างหน้าที่จะต้องดึงนํ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ แต่ระยะแรกจะเป็นแผนพัฒนาหาแหล่งนํ้าภายในประเทศก่อน อาทิการขยายความจุของอ่างเก็บนํ้าจำนวน 6 แห่ง เพื่อให้สามารถเก็บปริมาณนํ้าเพิ่มได้อีก 84 ล้านลูกบาศก์เมตรการก่อสร้างอ่างเก็บนํ้าใหม่เพิ่ม4แห่งที่จังหวัดจันทบุรี เพิ่มนํ้าได้308ล้านลูกบาศก์เมตร การสูบนํ้าที่ไหลออกนอกเขื่อนและแหล่งนํ้าสาธารณะกลับมาใช้อีก 15 ล้านลูกบาศก์เมตรร่วมมือกับการนิคมแห่งประเทศไทย(กนอ.)จัดหาแหล่งนํ้าเองตลอดจนการกลั่นนํ้าทะเลเป็นนํ้าจืด เป็นต้น

[caption id="attachment_27707" align="aligncenter" width="381"] ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร[/caption]

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าสตึงมนัมร่วมกับบริษัท Steung Meteuk Hydropower หรือ SMH ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว

ขณะนี้รอเพียงความชัดเจนจากรัฐบาลกัมพูชาว่าจะอนุมัติแนวทางการลงทุนรูปแบบใดที่จะเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ และหลังจากนั้นน่าจะลงนามเอ็มโอยูศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการที่จะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560