
‘บิตคอยน์’ร้อนแห่ซื้อ‘คอมพ์-การ์ดจอ’ขุดเหมืองแบงก์เตือนเสี่ยงสูงฟองสบู่
แห่ซื้อคอมพิวเตอร์สเปกสูง ปั่นค่าเงินสกุลบิตคอยน์ นักวิเคราะห์ไอดีซี ระบุไทยเพิ่งเริ่ม หวั่นกลายเป็นฟองสบู่ เจ.ไอ.บี. ระบุร้านเน็ตแหล่งชุมนุมนักขุดทองเงินดิจิตอล “กรุงไทย” เตือนเสี่ยงสูง
ผลตอบแทนของสกุลเงินดิจิตอลอย่าง “บิตคอยน์” เป็นแรงจูงใจให้กับนักขุดทองทั่วโลกเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากการลงทุน ไม่เว้นแม้แต่คนไทย ที่เริ่มมีนักขุดบิตคอยน์ แห่ซื้อคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอ สเปกสูง สร้างเป็นเหมือง หรือฟาร์มเพื่ออาศัยพลังคอมพิวเตอร์แก้โจทย์คณิตศาสตร์ โดยผู้ที่แก้โจทย์สำเร็จและทำการรับรองเป็นรายแรก ก็จะได้รับผลตอบแทน จำนวน 10 บิตคอยน์ ทุก 25 นาทีที่มีการแก้โจทย์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งอานิสงส์ต่อตลาดคอมพิวเตอร์ไทย โดยเฉพาะเครื่องประกอบ และชิ้นส่วนประกอบ ที่มีแรงซื้อมากขึ้นหลังจากที่ซบเซามาเป็นเวลานาน
[caption id="attachment_94305" align="aligncenter" width="335"]
จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ และหัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัทไอดีซี (ประเทศไทย) จำกัด[/caption]
++เหมา100 เครื่องสร้างเหมือง
นายจาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ และหัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัทไอดีซี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปรากฏการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นกับตลาดคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนประกอบ ทั้งการ์ดจอ และหน่วยประมวลผล ของไทยปีนี้คือมีคนกลุ่มหนึ่ง มีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอ สมรรถนะ หรือ สเปกสูง เพื่อนำไปใช้สร้างเป็นเหมืองสำหรับใช้คำนวณคณิต ศาสตร์ เพื่อแก้โจทย์และรับรองบิตคอยน์เป็นรายแรก
ขณะที่บางรายมีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หลัก 100 เครื่อง ระดับราคาตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างเหมือง หรือฟาร์ม เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้ามาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับขุดเงินสกุลบิตคอยน์ ซึ่งมองว่าเงินสกุลดังกล่าวช่วยสร้างธุรกิจใหม่
ทั้งนี้มีการคำนวณกันว่าการลงทุนในสกุลเงินบิตคอยน์ หรือ การจัดตั้งเหมืองบิตคอยน์นั้นนักลงทุน จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ทำให้มีผู้สนใจลงทุนทั่วโลกแห่เข้ามาทำเหมืองมากขึ้น และมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และจีน มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ในเมืองไทยเพิ่งเริ่ม โดยกลุ่มคนยังจำกัด ซึ่งมองว่ายังไม่มีผลต่อตัวเลขการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ และการ์ดจออย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เป็นสีสัน และปลุกให้ตลาดคอมพิวเตอร์ประกอบที่ซบเซามาเป็นเวลา 4-5 ปี ให้กลับมาคึกคักมากขึ้น ส่วนบิตคอยน์ จะไปได้ไกลหรือไม่ต้องรอการพิสูจน์ความเชื่อมั่น โดยขณะนี้หลายคนกำลังมองว่าการปั่นค่าเงินสกุลบิตคอยน์ของนักขุด จะทำให้เงินสกุลดังกล่าวกลายเป็นฟองสบู่”
++สั่งการ์ดจอสเปกสูง
นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัทเจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ประกอบรายใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ซื้อคอมพิวเตอร์ และวีจีเอการ์ด หรือการ์ดจอ ไปใช้สำหรับขุดบิตคอยน์เพิ่มขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนการลงทุนดี สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 5 เดือน จากเดิม 12-15 เดือน
สำหรับสเปกคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับขุดบิตคอยน์นั้นเริ่มต้นจากหน่วยประมวลผลอินเทลเซเลอรอนถึงคอร์ไอ 7 หน่วยความจำ หรือแรม 4 กิกะไบต์ เมนบอร์ดรุ่นธรรมดาที่รองรับการใช้วีจีเอการ์ดได้จำนวนมาก โดยหัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์ขุดบิตคอยน์ คือ วีจีเอการ์ด หรือ การ์ดจอสเปกสูง ราคา 8,000-9,000 บาท ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่บริษัทสามารถประกอบได้ขณะนี้สามารถใส่การ์ดจอสูงสุด 6 ตัว ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องประมาณเริ่มต้นตั้งแต่ 70,000-200,000 บาท
“กลุ่มแรกที่เข้าไปขุดบิตคอยน์ คือ กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเจ้าของกิจการส่วนใหญ่จบวิศวะคอมพิวเตอร์ มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำไประยะหนึ่งคืนทุนก็นำคอมพิวเตอร์ไปขยายสาขาใหม่ ซึ่งขณะนี้กระแสการตื่นบิตคอยน์ทั่วโลก ทำให้กลุ่มผู้ขุดบิตคอยน์ในไทยเริ่มขยายไปยังกลุ่มนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ใช่ร้านอินเตอร์เน็ต หรือคนจบวิศวะคอมพิวเตอร์”
[caption id="attachment_118065" align="aligncenter" width="416"]
จิติพล พฤกษาเมธานันท์[/caption]
++เตือน“บิตคอยน์”เสี่ยงสูง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของบิตคอยน์จาก Bloomberg ที่ผ่านมาเมื่อปี 2553 พบราคาเริ่มต้นที่ 0.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน (4 ก.ค. 60) ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ 2,622.83 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยราคาปรับลดลงจากที่เคยปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 2,834.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2560) หรือเฉลี่ย 339.33 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งการปรับเพิ่มหรือลดลงของราคาดังกล่าว สะท้อนความผันผวน เพราะการกำหนดราคาไม่มีผู้กำกับ อีกทั้งส่วนหนึ่งเป็นผลจากดีมานด์ค่อนข้างสูง เนื่องจากตลาดจะมีบิตคอยน์อยู่ประมาณ 21 ล้านหน่วย จึงส่งผลต่อการปรับเพิ่มลงของราคาในบางช่วงเวลา แต่ขณะเดียวกันเนื่องจากปัจจุบันบิตคอยน์ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลหากจะมีการเพิ่มปริมาณก็สามารถทำได้
ในแง่ของการทำธุรกรรมบิตคอยน์มองเป็น 2 มิติคือ สินค้าที่สกุลเงินปกติที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศกำกับไม่สามารถหาซื้อ อาจเป็นบริการหรือธุรกรรมผิดกฎหมาย ยาเสพติด หรือบริการเรียกค่าไถ่ หรือสำหรับคนที่ซื้อสินค้าโดยไม่ต้องการแสดงตัวตน
++ระวังภาวะฟองสบู่
ทั้ง 2 มิติเป็นจุดเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยที่ยังต่ำ โดยผู้โอนไม่สามารถติดตามเส้นทางเงินดิจิทัล จึงมีความเสี่ยงและเป็นภาวะฟองสบู่มีโอกาสที่จะโดนหลอกสูง โดยเฉพาะเมืองไทยยอมรับว่า ความเหลื่อมลํ้าที่มีอยู่ค่อนข้างสูงทำให้คนอยากก้าวข้ามเป็นคนรํ่ารวย เห็นได้จากธุรกรรมหวย และหมอดูเติบโต ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้เข้าไปเสี่ยง เพราะโอกาสถูกหลอกสูงกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับ ขณะที่บางครั้งผู้แนะนำหรือชักชวนจะเป็นเพียงแชร์ลูกโซ่ที่ไม่มีการนำไปลงทุนในบิตคอยน์จริง
ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างศึกษาธุรกรรมบิตคอยน์ ขณะที่ผ่านมา ธปท.ออกหนังสือเตือนประชาชนเกี่ยวกับหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่อ้างเป็นสกุลเงินดิจิตอล (Onecoin) ว่า ยังไม่มีประเทศใดยอมรับหรือรับรอง Onecoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
ผลตอบแทนของสกุลเงินดิจิตอลอย่าง “บิตคอยน์” เป็นแรงจูงใจให้กับนักขุดทองทั่วโลกเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากการลงทุน ไม่เว้นแม้แต่คนไทย ที่เริ่มมีนักขุดบิตคอยน์ แห่ซื้อคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอ สเปกสูง สร้างเป็นเหมือง หรือฟาร์มเพื่ออาศัยพลังคอมพิวเตอร์แก้โจทย์คณิตศาสตร์ โดยผู้ที่แก้โจทย์สำเร็จและทำการรับรองเป็นรายแรก ก็จะได้รับผลตอบแทน จำนวน 10 บิตคอยน์ ทุก 25 นาทีที่มีการแก้โจทย์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งอานิสงส์ต่อตลาดคอมพิวเตอร์ไทย โดยเฉพาะเครื่องประกอบ และชิ้นส่วนประกอบ ที่มีแรงซื้อมากขึ้นหลังจากที่ซบเซามาเป็นเวลานาน
[caption id="attachment_94305" align="aligncenter" width="335"]
++เหมา100 เครื่องสร้างเหมือง
นายจาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ และหัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัทไอดีซี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปรากฏการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นกับตลาดคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนประกอบ ทั้งการ์ดจอ และหน่วยประมวลผล ของไทยปีนี้คือมีคนกลุ่มหนึ่ง มีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอ สมรรถนะ หรือ สเปกสูง เพื่อนำไปใช้สร้างเป็นเหมืองสำหรับใช้คำนวณคณิต ศาสตร์ เพื่อแก้โจทย์และรับรองบิตคอยน์เป็นรายแรก
ขณะที่บางรายมีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หลัก 100 เครื่อง ระดับราคาตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างเหมือง หรือฟาร์ม เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้ามาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับขุดเงินสกุลบิตคอยน์ ซึ่งมองว่าเงินสกุลดังกล่าวช่วยสร้างธุรกิจใหม่
ทั้งนี้มีการคำนวณกันว่าการลงทุนในสกุลเงินบิตคอยน์ หรือ การจัดตั้งเหมืองบิตคอยน์นั้นนักลงทุน จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ทำให้มีผู้สนใจลงทุนทั่วโลกแห่เข้ามาทำเหมืองมากขึ้น และมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และจีน มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ในเมืองไทยเพิ่งเริ่ม โดยกลุ่มคนยังจำกัด ซึ่งมองว่ายังไม่มีผลต่อตัวเลขการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ และการ์ดจออย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เป็นสีสัน และปลุกให้ตลาดคอมพิวเตอร์ประกอบที่ซบเซามาเป็นเวลา 4-5 ปี ให้กลับมาคึกคักมากขึ้น ส่วนบิตคอยน์ จะไปได้ไกลหรือไม่ต้องรอการพิสูจน์ความเชื่อมั่น โดยขณะนี้หลายคนกำลังมองว่าการปั่นค่าเงินสกุลบิตคอยน์ของนักขุด จะทำให้เงินสกุลดังกล่าวกลายเป็นฟองสบู่”
นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัทเจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ประกอบรายใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ซื้อคอมพิวเตอร์ และวีจีเอการ์ด หรือการ์ดจอ ไปใช้สำหรับขุดบิตคอยน์เพิ่มขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนการลงทุนดี สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 5 เดือน จากเดิม 12-15 เดือน
สำหรับสเปกคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับขุดบิตคอยน์นั้นเริ่มต้นจากหน่วยประมวลผลอินเทลเซเลอรอนถึงคอร์ไอ 7 หน่วยความจำ หรือแรม 4 กิกะไบต์ เมนบอร์ดรุ่นธรรมดาที่รองรับการใช้วีจีเอการ์ดได้จำนวนมาก โดยหัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์ขุดบิตคอยน์ คือ วีจีเอการ์ด หรือ การ์ดจอสเปกสูง ราคา 8,000-9,000 บาท ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่บริษัทสามารถประกอบได้ขณะนี้สามารถใส่การ์ดจอสูงสุด 6 ตัว ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องประมาณเริ่มต้นตั้งแต่ 70,000-200,000 บาท
“กลุ่มแรกที่เข้าไปขุดบิตคอยน์ คือ กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเจ้าของกิจการส่วนใหญ่จบวิศวะคอมพิวเตอร์ มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำไประยะหนึ่งคืนทุนก็นำคอมพิวเตอร์ไปขยายสาขาใหม่ ซึ่งขณะนี้กระแสการตื่นบิตคอยน์ทั่วโลก ทำให้กลุ่มผู้ขุดบิตคอยน์ในไทยเริ่มขยายไปยังกลุ่มนักลงทุนทั่วไปที่ไม่ใช่ร้านอินเตอร์เน็ต หรือคนจบวิศวะคอมพิวเตอร์”
[caption id="attachment_118065" align="aligncenter" width="416"]
++เตือน“บิตคอยน์”เสี่ยงสูง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของบิตคอยน์จาก Bloomberg ที่ผ่านมาเมื่อปี 2553 พบราคาเริ่มต้นที่ 0.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน (4 ก.ค. 60) ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ 2,622.83 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยราคาปรับลดลงจากที่เคยปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 2,834.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2560) หรือเฉลี่ย 339.33 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งการปรับเพิ่มหรือลดลงของราคาดังกล่าว สะท้อนความผันผวน เพราะการกำหนดราคาไม่มีผู้กำกับ อีกทั้งส่วนหนึ่งเป็นผลจากดีมานด์ค่อนข้างสูง เนื่องจากตลาดจะมีบิตคอยน์อยู่ประมาณ 21 ล้านหน่วย จึงส่งผลต่อการปรับเพิ่มลงของราคาในบางช่วงเวลา แต่ขณะเดียวกันเนื่องจากปัจจุบันบิตคอยน์ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลหากจะมีการเพิ่มปริมาณก็สามารถทำได้
ในแง่ของการทำธุรกรรมบิตคอยน์มองเป็น 2 มิติคือ สินค้าที่สกุลเงินปกติที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศกำกับไม่สามารถหาซื้อ อาจเป็นบริการหรือธุรกรรมผิดกฎหมาย ยาเสพติด หรือบริการเรียกค่าไถ่ หรือสำหรับคนที่ซื้อสินค้าโดยไม่ต้องการแสดงตัวตน
++ระวังภาวะฟองสบู่
ทั้ง 2 มิติเป็นจุดเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยที่ยังต่ำ โดยผู้โอนไม่สามารถติดตามเส้นทางเงินดิจิทัล จึงมีความเสี่ยงและเป็นภาวะฟองสบู่มีโอกาสที่จะโดนหลอกสูง โดยเฉพาะเมืองไทยยอมรับว่า ความเหลื่อมลํ้าที่มีอยู่ค่อนข้างสูงทำให้คนอยากก้าวข้ามเป็นคนรํ่ารวย เห็นได้จากธุรกรรมหวย และหมอดูเติบโต ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้เข้าไปเสี่ยง เพราะโอกาสถูกหลอกสูงกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับ ขณะที่บางครั้งผู้แนะนำหรือชักชวนจะเป็นเพียงแชร์ลูกโซ่ที่ไม่มีการนำไปลงทุนในบิตคอยน์จริง
ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างศึกษาธุรกรรมบิตคอยน์ ขณะที่ผ่านมา ธปท.ออกหนังสือเตือนประชาชนเกี่ยวกับหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่อ้างเป็นสกุลเงินดิจิตอล (Onecoin) ว่า ยังไม่มีประเทศใดยอมรับหรือรับรอง Onecoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






