
เกษตรขอแสนล้านงบปี61 ดัน15แผน29โปรเจ็กต์-เน้นงานกรมชลแก้ประมง
ก.เกษตรฯ ชงแผนของบปี 61 กว่า 1.06 แสนล้านบาท ดัน 29 เมกะโปรเจ็กต์ 15 แผนงาน เพิ่มพื้นที่ชลประทานพ่วงใช้แก้ประมงผิดกฎหมาย-ค้ามนุษย์ ดันมาตรฐาน ยกระดับรายได้เกษตรกร 12 ล้านครัวเรือนระบุครึ่งหลังปี 60 สินค้าเกษตรมีความเสี่ยงสูง
ใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณของทุกปี ทุกกระทรวงจะมีการเตรียมการของบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีไปถึงวันที่30 กันยายนของปีถัดไป สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำงบประมาณแผ่นดินและนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้การอนุมัติ ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติตราเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีบังคับใช้ต่อไป
[caption id="attachment_107114" align="aligncenter" width="335"]
ธีรภัทร ประยูรสิทธิ[/caption]
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่ากระทรวงได้นำเสนอของบประมาณรายจ่ายปี 2561 จำนวน 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 ประมาณ7,731 ล้านบาท (ยังไม่สรุปว่าสำนักงบฯจะจัดสรรเท่าไร) โดยงบประมาณส่วนใหญ่ในปีนี้เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการ 29โครงการ และ 15 แผนงาน ส่วนใหญ่เป็นงบของกรมชลประทานในการเพิ่มแหล่งนํ้า แก้ปัญหานํ้าท่วมนํ้าแล้ง อาทิ สร้างแหล่งนํ้าและระบบกระจายนํ้า 10 โครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.06 แสนไร่ ก่อสร้างแหล่งนํ้าในไร่นานอกเขตชลประทาน 4.5 หมื่นแห่งแหล่งนํ้าชุมชน 7 แห่ง รวมทั้งแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เขตเศรษฐกิจ 7.42 แสนไร่
นอกจากนี้ยังมีเรื่องจัดการปัญหาที่ดินทำกิน ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้ผู้ยากไร้ในพื้นที่ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ แก่ผู้ยากไร้ 8,000 รายและพัฒนาคุณภาพที่ดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกิน2.6 หมื่นไร่ รวมถึงการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ขณะที่งบที่ขอเพิ่มเติมในปีนี้ เพื่อใช้ดำเนินการในหลายเรื่อง ได้แก่ การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย แผนการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ แผนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เกษตรแปลงใหญ่ เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์สร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรในกลุ่มพืช ปศุสัตว์ และประมงเพื่อลดอุปสรรคจากการถูกกีดกันการค้า และเพื่อให้สินค้าไทยส่งออกได้มากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้น ซึ่งจะส่งผลถึงเกษตรกรไทยกว่า 12 ล้านครัวเรือนให้มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล
[caption id="attachment_168489" align="aligncenter" width="380"]
เกษตรขอแสนล้านงบปี61 ดัน15แผน29โปรเจ็กต์-เน้นงานกรมชลแก้ประมง[/caption]
“การขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีนี้นโยบายว่าด้วยการยกกระดาษ A4 ควบคู่กับเกษตรแปลงใหญ่ 2 ปี เกษตรกรเห็นผลในหลายพื้นที่ มีรายได้เพิ่ม และลดต้นทุนได้จริง จึงคุ้มค่ากับงบประมาณ ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ ก็หวังจะได้รับการจัดสรรงบตามที่ขอไว้ เพื่อแผนงานต่างๆจะได้ไม่สะดุด”
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่าในครึ่งหลังของปีนี้ สินค้าเกษตรอาจจะมีความผันผวนราคาไม่สูงมากนัก หรืออาจจะมีปัญหาในเรื่องของโรคและแมลงต่างๆ ที่มาสร้างความเสียหาย กระทรวงได้มีการวางแผนในการเตรียมการเหล่านี้ไว้แล้ว ทั้งเรื่องการดำเนินการในส่วนแรกก็คือทำให้พี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาโดยเฉพาะโครงการ 5 ประสานประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรกรเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมกันส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม 7 หมื่นรายวางแผนการผลิตตามศักยภาพของตนเอง และวางแผนการตลาด เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันในเรื่องของราคาสินค้าเกษตร
ส่วนเรื่องที่ 2 ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีผลต่อสินค้าเกษตร พืช ปศุสัตว์ และประมงที่มีความรุนแรงแตกต่างกันโดยเฉพาะช่วงหลังจากนี้ไปจะมีเรื่องความแปรปรวนของสภาพอากาศฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ จะมีแผนในการรับมือตรงนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รวมถึงปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในบางพื้นที่ ทางรัฐมนตรีได้มีการสั่งการให้มีการนำเอาแผนการเตรียมการป้องกันแผนการเผชิญเหตุ รวมทั้งแผนฟื้นฟูส่งต่อให้กับทางจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อเตรียมการรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณของทุกปี ทุกกระทรวงจะมีการเตรียมการของบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีไปถึงวันที่30 กันยายนของปีถัดไป สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำงบประมาณแผ่นดินและนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้การอนุมัติ ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติตราเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีบังคับใช้ต่อไป
[caption id="attachment_107114" align="aligncenter" width="335"]
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่ากระทรวงได้นำเสนอของบประมาณรายจ่ายปี 2561 จำนวน 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 ประมาณ7,731 ล้านบาท (ยังไม่สรุปว่าสำนักงบฯจะจัดสรรเท่าไร) โดยงบประมาณส่วนใหญ่ในปีนี้เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการ 29โครงการ และ 15 แผนงาน ส่วนใหญ่เป็นงบของกรมชลประทานในการเพิ่มแหล่งนํ้า แก้ปัญหานํ้าท่วมนํ้าแล้ง อาทิ สร้างแหล่งนํ้าและระบบกระจายนํ้า 10 โครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.06 แสนไร่ ก่อสร้างแหล่งนํ้าในไร่นานอกเขตชลประทาน 4.5 หมื่นแห่งแหล่งนํ้าชุมชน 7 แห่ง รวมทั้งแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เขตเศรษฐกิจ 7.42 แสนไร่
นอกจากนี้ยังมีเรื่องจัดการปัญหาที่ดินทำกิน ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้ผู้ยากไร้ในพื้นที่ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ แก่ผู้ยากไร้ 8,000 รายและพัฒนาคุณภาพที่ดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกิน2.6 หมื่นไร่ รวมถึงการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ขณะที่งบที่ขอเพิ่มเติมในปีนี้ เพื่อใช้ดำเนินการในหลายเรื่อง ได้แก่ การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย แผนการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ แผนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เกษตรแปลงใหญ่ เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์สร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรในกลุ่มพืช ปศุสัตว์ และประมงเพื่อลดอุปสรรคจากการถูกกีดกันการค้า และเพื่อให้สินค้าไทยส่งออกได้มากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้น ซึ่งจะส่งผลถึงเกษตรกรไทยกว่า 12 ล้านครัวเรือนให้มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล
[caption id="attachment_168489" align="aligncenter" width="380"]
“การขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีนี้นโยบายว่าด้วยการยกกระดาษ A4 ควบคู่กับเกษตรแปลงใหญ่ 2 ปี เกษตรกรเห็นผลในหลายพื้นที่ มีรายได้เพิ่ม และลดต้นทุนได้จริง จึงคุ้มค่ากับงบประมาณ ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ ก็หวังจะได้รับการจัดสรรงบตามที่ขอไว้ เพื่อแผนงานต่างๆจะได้ไม่สะดุด”
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่าในครึ่งหลังของปีนี้ สินค้าเกษตรอาจจะมีความผันผวนราคาไม่สูงมากนัก หรืออาจจะมีปัญหาในเรื่องของโรคและแมลงต่างๆ ที่มาสร้างความเสียหาย กระทรวงได้มีการวางแผนในการเตรียมการเหล่านี้ไว้แล้ว ทั้งเรื่องการดำเนินการในส่วนแรกก็คือทำให้พี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาโดยเฉพาะโครงการ 5 ประสานประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรกรเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมกันส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม 7 หมื่นรายวางแผนการผลิตตามศักยภาพของตนเอง และวางแผนการตลาด เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันในเรื่องของราคาสินค้าเกษตร
ส่วนเรื่องที่ 2 ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีผลต่อสินค้าเกษตร พืช ปศุสัตว์ และประมงที่มีความรุนแรงแตกต่างกันโดยเฉพาะช่วงหลังจากนี้ไปจะมีเรื่องความแปรปรวนของสภาพอากาศฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ จะมีแผนในการรับมือตรงนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รวมถึงปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในบางพื้นที่ ทางรัฐมนตรีได้มีการสั่งการให้มีการนำเอาแผนการเตรียมการป้องกันแผนการเผชิญเหตุ รวมทั้งแผนฟื้นฟูส่งต่อให้กับทางจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อเตรียมการรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560






