
"สมคิด" แจงเร่งดันแผนลงทุนเมกะโปรเจ็กต์หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
"สมคิด" แจงเร่งดันแผนลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของ รัฐบาล หวังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งยันรถไฟไทย-จีน ไม่เสียประโยชน์ในแผ่นดิน ควรมองเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุน ให้เป็นเรื่องสำคัญ และเกิดการพัฒนาเมืองต่อไป
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายในงานสัมมนาผู้ลงทุนในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand ’s Big Strategic Move ” ว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบนักลงทุนรายใหญ่ 19 ราย ที่มีมูลค่าลงทุน 6.3 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐฯ เพื่ออธิบายให้นักลงทุนได้เข้าใจว่าช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรบ้าง ซึ่งนักลงทุนสะท้อนกลับมาว่าพอใจกับพัฒนาการของไทย แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วง คือ รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อหากมีการเลือกตั้งแล้วอะไรเป็นเครื่องค้ำประกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจะสานต่อได้ในอนาคต ซึ่งได้บอกกล่าว ว่าเหตุการณ์เมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง
แต่รัฐบาลเชื่อว่าทุกสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนจะไปข้างหน้า คาดว่าจะพยายามผลักดันโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 5-6 เส้นทาง ให้ออกมาพัฒนาได้ใน 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ยังชี้แจงให้นักลงทุนทราบด้วยว่า มาตรการรัฐบาลจะต้องได้รับการสานต่อ ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังลำบากแต่รัฐบาล ก็พยายามเร่งให้ความ ช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นมองว่าถ้าพยายามรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องได้จะทำให้ทุกอย่าง ค่อย ๆ ดีขึ้น และเมื่อ เทียบกับประเทศทั้งหลายในโลกจะเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจ
ส่วนกรณี รถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นทาง กรุงเทพ ฯ-โคราช นั้นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ-โคราชเท่านั้น แต่ต้องการเชื่อมต่อไปกับนโยบายหนึ่งแถบหนึ่ง เส้นทาง (One Belt One Road หรือ โอ บี โอ อาร์ ) ของจีน ซึ่งจะมีการเชื่อมต่อการขนส่งด้วยรถไฟไปถึงประเทศ มาเลเซีย และต้องเชื่อมต่อกับโครงการ ระเบียง เศรษฐกิจภาคตะวันออก (อี อี ซี) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งของอนุภูมิภาคด้วย ทั้งนี้ในความคิดของรัฐบาลไม่ใช่แค่เชื่อมจีน แต่ต้องการเชื่อมโลก รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ได้เพราะอนาคตการเชื่อมต่อโครงการโอบีโออาร์ ของจีนจะมีกว่า 30 ประเทศ ถ้าไม่มีไทยจะพูดได้ อย่างไรว่าเป็นศูนย์กลางอาเซียน เป็นศูนย์กลางซีแอลเอ็มวีที
ตนยืนยัน ว่าไทยไม่ได้ยกผลประโยชน์ให้กับจีนแต่อย่างใด โครงการที่เกิดขึ้น มูลค่า 1.8 แสน ล้านบาท สัดส่วน 4 หมื่นล้านบาท ที่ให้วิศวกรจีนเข้ามาดำเนินการได้เป็นส่วนงานระบบราง รวมทั้งการจ้างที่ปรึกษาและการออกแบบ ขณะที่มูลค่า 1.4 แสนล้านบาทจะให้คนไทยทำ ที่ดินทั้งสองข้าง ก็ยังเป็นแผ่นดินไทย จะทำอะไรบน แผ่นดินก็ได้ จะให้ใครเข้ามาร่วมลงทุนก็ได้ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาพื้นที่ได้ในอนาคต อยากให้มองเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุน ให้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายในงานสัมมนาผู้ลงทุนในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand ’s Big Strategic Move ” ว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบนักลงทุนรายใหญ่ 19 ราย ที่มีมูลค่าลงทุน 6.3 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐฯ เพื่ออธิบายให้นักลงทุนได้เข้าใจว่าช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรบ้าง ซึ่งนักลงทุนสะท้อนกลับมาว่าพอใจกับพัฒนาการของไทย แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วง คือ รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อหากมีการเลือกตั้งแล้วอะไรเป็นเครื่องค้ำประกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจะสานต่อได้ในอนาคต ซึ่งได้บอกกล่าว ว่าเหตุการณ์เมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง
แต่รัฐบาลเชื่อว่าทุกสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนจะไปข้างหน้า คาดว่าจะพยายามผลักดันโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 5-6 เส้นทาง ให้ออกมาพัฒนาได้ใน 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ยังชี้แจงให้นักลงทุนทราบด้วยว่า มาตรการรัฐบาลจะต้องได้รับการสานต่อ ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังลำบากแต่รัฐบาล ก็พยายามเร่งให้ความ ช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นมองว่าถ้าพยายามรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องได้จะทำให้ทุกอย่าง ค่อย ๆ ดีขึ้น และเมื่อ เทียบกับประเทศทั้งหลายในโลกจะเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจ
ตนยืนยัน ว่าไทยไม่ได้ยกผลประโยชน์ให้กับจีนแต่อย่างใด โครงการที่เกิดขึ้น มูลค่า 1.8 แสน ล้านบาท สัดส่วน 4 หมื่นล้านบาท ที่ให้วิศวกรจีนเข้ามาดำเนินการได้เป็นส่วนงานระบบราง รวมทั้งการจ้างที่ปรึกษาและการออกแบบ ขณะที่มูลค่า 1.4 แสนล้านบาทจะให้คนไทยทำ ที่ดินทั้งสองข้าง ก็ยังเป็นแผ่นดินไทย จะทำอะไรบน แผ่นดินก็ได้ จะให้ใครเข้ามาร่วมลงทุนก็ได้ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาพื้นที่ได้ในอนาคต อยากให้มองเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุน ให้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป






