
ล้มซื้อน้ำมันปาล์มดิบแสนตัน อคส.แทรกแซงปี 60 เป็นหมัน-เกษตรกรมั่นใจราคายังดี
อคส.ล้มโปรเจ็กต์ซื้อนํ้ามันปาล์มดิบ 1 แสนตันหลังเกษตรกร ค้านไม่ขอให้แทรกแซง อ้างรายย่อยเข้าไม่ถึงโครงการ ยังเปิดช่องทุจริต ด้านสภาเกษตรกรฯคาดการณ์ผลผลิตมีน้อย ประเมิน 2 สัปดาห์จากนี้ ราคาผลปาล์มจะไม่ตํ่ากว่า 4.50 บาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วันที่ 15 มิถุนายน2560 ที่ผ่านมาทาง องค์การคลังสินค้า (อคส.) ผู้ประกอบการโรงสกัด โรงกลั่น และเกษตรกรได้มีการประชุมหารือเป็นรอบที่ 2 ถึงโครงการแทรกแซงราคาปาล์มนํ้ามัน หลังราคาปาล์มมีแนวโน้มลดลงได้ข้อสรุป ทางอคส. จะไม่มีการรับซื้อนํ้ามันปาล์มดิบ(ซีพีโอ) จากโรงสกัดนํ้ามันปาล์มในปริมาณ 1 แสนตัน ในราคา 26.20 บาท/กก. วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อให้โรงสกัดที่เข้าร่วมโครงการไปรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรที่มีเปอร์เซ็นต์นํ้ามัน 17% ในราคาไม่ตํ่ากว่า 4.20 บาท/กก.
ทั้งนี้เป็นผลจากเกษตรกรไม่ต้องการโดยอ้างเหตุผลเกษตรกรรายย่อยเข้าไม่ถึงโครงการ และที่สำคัญช่วงนี้ผลผลิตมีน้อยแม้ราคาจะปรับลดลงมาบ้างแต่เกษตรกรยอมรับได้ และทางเกษตรกรก็รับปากหากราคาลงตํ่ากว่านี้จะไม่ออกมาเดินขบวนเรียกร้อง
สอดคล้องกับนายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติคนที่ 2 เผยว่าทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อคัดค้านการแทรกแซงครั้งนี้ไม่เห็นด้วยเหตุผลคือ 1. ผลผลิตปาล์มของเกษตรกรกำลังลดลง 30-40% จะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี ดังนั้นเมื่อผลผลิตปาล์มลดลง นํ้ามันปาล์มดิบที่ออกสู่ตลาดก็ย่อมลดลง เป็นผลทำให้ราคาย่อมปรับตัวขึ้นแน่นอน 2. ในการแทรกแซงแต่ละครั้งพี่น้องเกษตรกรเข้าถึงโครงการได้ไม่ทั่วถึง และ 3. เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด
[caption id="attachment_165849" align="aligncenter" width="503"]
ล้มซื้อน้ำมันปาล์มดิบแสนตัน อคส.แทรกแซงปี60เป็นหมัน-เกษตรกรมั่นใจราคายังดี[/caption]
“ที่สำคัญยังเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันกับโครงการนี้ เพราะฉะนั้นสภาเกษตรกรแห่งชาติเห็นว่าแนวโน้มผลผลิตปาล์มลดลง ราคาต้องขยับ และประเด็นที่สำคัญในการบริหารสต๊อกนํ้ามันปาล์ม ในการปฏิรูปปาล์มได้มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าผลผลิตปาล์มลดลง จะมีการลดการผลิตไบโอดีเซล จากบี 7 ลดลงมาเป็น บี 5 และลงมาเป็นบี 3 ตามลำดับแต่ถ้าผลผลิตปาล์มเพิ่มขึ้นก็จะขยับการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มเช่น เดียวกัน เป็นการบริหารสต๊อกนํ้ามันปาล์มในประเทศให้มีความสมดุล”
นายสิทธิพร กล่าวอีกว่าส่วนในแผนการปฏิรูปยุทธศาสตร์ปาล์มนํ้ามัน 5 ปี (ปี 2560-2565) จะไม่มีการนำเข้านํ้ามันปาล์มจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเด็ดขาดและหลังจากปี 2565 ได้มีแผนเขียนไว้ชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปปาล์มภายในประเทศเพื่อนำออกสู่ตลาด เพราะฉะนั้นการแทรกแซงราคา และการประกัน ทาง 26 จังหวัดเกษตรผู้ปลูกปาล์มและสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่เห็นด้วย
“ผมให้ความมั่นใจกับเกษตรกรว่าราคาจากนี้ไป ผลปาล์มอัตรานํ้ามัน 18% จะไม่ตํ่ากว่า 4 บาทต่อกิโลกรัม ณ หน้าโรงงานแน่นอน (ดูกราฟิกประกอบ) หลังจากนี้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ คาดราคาจะขยับขึ้น เกิน 4.50 บาท ต่อกิโลกรัมแน่นอนตามสถานการณ์ราคาปัจจุบัน รัฐบาลก็ไม่ต้องห่วงทางเกษตรกรยืนยันว่าหากราคาตํ่ากว่านี้จะไม่ออกมาเรียกร้องและเดินขบวนอย่างแน่นอน ที่สำคัญสต๊อกนํ้ามันมีเพียงพอใช้ไปถึงฤดูการผลิตใหม่คือประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคมปีหน้า”
อนึ่ง กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ รายงานปริมาณการผลิต การใช้ และสต๊อกนํ้ามันปาล์มคงเหลือปี 2560 ณ เดือนมิถุนายน คิดในรูปนํ้ามันปาล์มดิบ คงเหลือ ณ สิ้นเดือนเมษายน 3.36 แสนตัน แบ่งเป็น 1. ณ โรงสกัด (135 ราย เปิดดำเนินกิจการ 124 ราย หยุดชั่วคราว 10 ราย ปิดกิจการ 1ราย) รวม 1.45 แสนตัน 2. ณโรงกลั่น (18 ราย) รวม 1.35 แสนตัน 3. ณ คลังรับฝาก (6 ราย)จำนวน 3.96 หมื่นตัน และ 4.ณ โรงไบโอดีเซล (13 ราย) จำนวน 1.57 หมื่นตัน มีสัดส่วนความต้องการใช้ในประเทศ โดยแบ่งเป็น บริโภค บวกอุตสาหกรรม (ม.ค.-เม.ย. 60 ) จำนวน 1.13 แสนตัน และไบโอดีเซล จำนวน 6.18 หมื่นตัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วันที่ 15 มิถุนายน2560 ที่ผ่านมาทาง องค์การคลังสินค้า (อคส.) ผู้ประกอบการโรงสกัด โรงกลั่น และเกษตรกรได้มีการประชุมหารือเป็นรอบที่ 2 ถึงโครงการแทรกแซงราคาปาล์มนํ้ามัน หลังราคาปาล์มมีแนวโน้มลดลงได้ข้อสรุป ทางอคส. จะไม่มีการรับซื้อนํ้ามันปาล์มดิบ(ซีพีโอ) จากโรงสกัดนํ้ามันปาล์มในปริมาณ 1 แสนตัน ในราคา 26.20 บาท/กก. วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อให้โรงสกัดที่เข้าร่วมโครงการไปรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรที่มีเปอร์เซ็นต์นํ้ามัน 17% ในราคาไม่ตํ่ากว่า 4.20 บาท/กก.
ทั้งนี้เป็นผลจากเกษตรกรไม่ต้องการโดยอ้างเหตุผลเกษตรกรรายย่อยเข้าไม่ถึงโครงการ และที่สำคัญช่วงนี้ผลผลิตมีน้อยแม้ราคาจะปรับลดลงมาบ้างแต่เกษตรกรยอมรับได้ และทางเกษตรกรก็รับปากหากราคาลงตํ่ากว่านี้จะไม่ออกมาเดินขบวนเรียกร้อง
สอดคล้องกับนายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติคนที่ 2 เผยว่าทางสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อคัดค้านการแทรกแซงครั้งนี้ไม่เห็นด้วยเหตุผลคือ 1. ผลผลิตปาล์มของเกษตรกรกำลังลดลง 30-40% จะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี ดังนั้นเมื่อผลผลิตปาล์มลดลง นํ้ามันปาล์มดิบที่ออกสู่ตลาดก็ย่อมลดลง เป็นผลทำให้ราคาย่อมปรับตัวขึ้นแน่นอน 2. ในการแทรกแซงแต่ละครั้งพี่น้องเกษตรกรเข้าถึงโครงการได้ไม่ทั่วถึง และ 3. เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด
[caption id="attachment_165849" align="aligncenter" width="503"]
“ที่สำคัญยังเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันกับโครงการนี้ เพราะฉะนั้นสภาเกษตรกรแห่งชาติเห็นว่าแนวโน้มผลผลิตปาล์มลดลง ราคาต้องขยับ และประเด็นที่สำคัญในการบริหารสต๊อกนํ้ามันปาล์ม ในการปฏิรูปปาล์มได้มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าผลผลิตปาล์มลดลง จะมีการลดการผลิตไบโอดีเซล จากบี 7 ลดลงมาเป็น บี 5 และลงมาเป็นบี 3 ตามลำดับแต่ถ้าผลผลิตปาล์มเพิ่มขึ้นก็จะขยับการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มเช่น เดียวกัน เป็นการบริหารสต๊อกนํ้ามันปาล์มในประเทศให้มีความสมดุล”
นายสิทธิพร กล่าวอีกว่าส่วนในแผนการปฏิรูปยุทธศาสตร์ปาล์มนํ้ามัน 5 ปี (ปี 2560-2565) จะไม่มีการนำเข้านํ้ามันปาล์มจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเด็ดขาดและหลังจากปี 2565 ได้มีแผนเขียนไว้ชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปปาล์มภายในประเทศเพื่อนำออกสู่ตลาด เพราะฉะนั้นการแทรกแซงราคา และการประกัน ทาง 26 จังหวัดเกษตรผู้ปลูกปาล์มและสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่เห็นด้วย
“ผมให้ความมั่นใจกับเกษตรกรว่าราคาจากนี้ไป ผลปาล์มอัตรานํ้ามัน 18% จะไม่ตํ่ากว่า 4 บาทต่อกิโลกรัม ณ หน้าโรงงานแน่นอน (ดูกราฟิกประกอบ) หลังจากนี้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ คาดราคาจะขยับขึ้น เกิน 4.50 บาท ต่อกิโลกรัมแน่นอนตามสถานการณ์ราคาปัจจุบัน รัฐบาลก็ไม่ต้องห่วงทางเกษตรกรยืนยันว่าหากราคาตํ่ากว่านี้จะไม่ออกมาเรียกร้องและเดินขบวนอย่างแน่นอน ที่สำคัญสต๊อกนํ้ามันมีเพียงพอใช้ไปถึงฤดูการผลิตใหม่คือประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคมปีหน้า”
อนึ่ง กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ รายงานปริมาณการผลิต การใช้ และสต๊อกนํ้ามันปาล์มคงเหลือปี 2560 ณ เดือนมิถุนายน คิดในรูปนํ้ามันปาล์มดิบ คงเหลือ ณ สิ้นเดือนเมษายน 3.36 แสนตัน แบ่งเป็น 1. ณ โรงสกัด (135 ราย เปิดดำเนินกิจการ 124 ราย หยุดชั่วคราว 10 ราย ปิดกิจการ 1ราย) รวม 1.45 แสนตัน 2. ณโรงกลั่น (18 ราย) รวม 1.35 แสนตัน 3. ณ คลังรับฝาก (6 ราย)จำนวน 3.96 หมื่นตัน และ 4.ณ โรงไบโอดีเซล (13 ราย) จำนวน 1.57 หมื่นตัน มีสัดส่วนความต้องการใช้ในประเทศ โดยแบ่งเป็น บริโภค บวกอุตสาหกรรม (ม.ค.-เม.ย. 60 ) จำนวน 1.13 แสนตัน และไบโอดีเซล จำนวน 6.18 หมื่นตัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560






