
"ฉัตรชัย -ฉัตรเฉลิม"แถลงครม.ไฟเขียวมาตราการช่วยชาวสวนยาง
พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 มีมติเห็นชอบให้อนุมัติและขยายระยะเวลา 4 โครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่สถานการณ์ราคายางมีความผันผวน ส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรสามารถรวบรวมยางพารา และเพิ่มสภาพคล่องในการทำธุรกิจให้มีความเข้มแข็งต่อไป
[caption id="attachment_162381" align="aligncenter" width="503"]
พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ[/caption]
สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย รัฐบาลอนุมัติขยายระยะเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ครัวเรือนละ 1,500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน จากเดิมที่มีการช่วยเหลือไปแล้วแบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง จำนวน 711,839 ครัวเรือน และ คนกรีดยาง จำนวน 675,790 ครัวเรือน ยังมีเกษตรกรที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ยังตกค้างอยู่อีกประมาณ 11,460 ครัวเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยได้ทันทีทันใด ภายใน 90 วัน เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง
รัฐบาลได้อนุมัติขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ ต่อไปอีก 3 ปีจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อเดิม 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการทำธุรกิจให้กับสถาบันเกษตรกรในการรวบรวมยางต่อไป และโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ที่มียอดคงเหลือ ณ วันที่ 31 มี.ค.60 จำนวน 28,174.869 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้โครงการพัฒนาศักยภาพฯ เป็นจำนวนเงิน 19,406.696 ล้านบาท และเงินกู้โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ จำนวนเงิน 8,768.13 ล้านบาท เพื่อให้กระบวนการดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 และสำหรับผู้ประกอบกิจการยาง จะมีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท ครม. อนุมัติโครงการนี้ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนด้วยการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือคิดเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการโดยใช้แหล่งสินเชื่อวงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว โดยเริ่มตั้งแต่พฤษภาคม 2560 จนถึง เดือนเมษายน 2562
ด้านพลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท.มีแนวทางและมาตรการในการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ 6 มาตรการ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการผลิต ระบบตลาด การช่วยเหลือปัจจัยและส่งเสริมการแปรรูป การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ มาตรการระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการเร่งด่วนที่ ครม.ได้อนุมัติเห็นชอบครั้งล่าสุดทั้ง 5 โครงการ ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะรองรับและแก้ปัญหาให้ผู้เกี่ยวข้องกับยางพาราทั้งระบบ
ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการด้านการผลิต กยท. มีนโยบายในการส่งเสริมให้โค่นยางพาราปีละ 4 แสนไร่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานให้เกิดขึ้นกับตลาดโลก ซึ่งเกษตรกรที่ดำเนินการโค่นยางเก่า กยท. จะมีกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในการนำไปปลูกแทน ร้อยละ 40 ของเงินกองทุนพัฒนายางพารา รวมทั้ง การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อส่งเสริมให้ชาวสวนยางมีความรู้และนำไปปฏิบัติในการพัฒนา แปรรูปผลผลิตให้มีคุณภาพ ได้ตามมาตรฐานในปีนี้ มีเป้าหมาย กว่า 22,000 รายทั่วประเทศ พร้อมทั้ง การสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในการเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยาง และยกระดับมาตรฐานองค์กรด้านอุตสาหกรรมยางให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GMP/GAP โดยมีเป้าหมายจะผลักดันสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 32 กลุ่มทั่วประเทศ เพื่อให้ขาย ผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพารา และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้ากับผู้ซื้อ
ดร.ธีธัช กล่าวต่อว่า กยท.มีการพัฒนาระบบตลาดยางพาราประเภทต่างๆ ได้แก่ ตลาดน้ำยางสดในพื้นที่ชายแดนใต้ 452 กลุ่ม ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่นของ กยท. จำนวน 108 แห่งทั่วประเทศ และตลาดกลางยางพาราอีก 6 แห่ง ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการเชื่อมโยงของตลาดต่างๆ ตั้งแต่ตลาดระดับท้องถิ่น กยท. ทั่วประเทศ สู่ตลาดกลางยางพารา ไปจนถึงตลาดยางระดับประเทศอย่างเช่นตลาดกลางยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของชาวสวนยาง และสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย นอกจากนี้ กยท. ยังให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรด้านปัจจัยด้านการผลิต ส่งเสริมการแปรรูปให้แก่สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ในวงเงิน 2,567 ล้านบาท รวมทั้งการให้สวัสดิการแก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นด้านทุนให้กู้ยืมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน การเสียชีวิต หรือสวนยางได้รับความเสียจากภัยพิบัติธรรมชาติ ภายใต้วงเงิน 398 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.กยท.ได้กำหนดไว้
“อย่างไรก็ตาม มาตรการภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงท่องเที่ยวฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรุงเทพมหานคร และกระทรวงเกษตรฯ ได้แจ้งความประสงค์ในการนำยางประเภทต่างๆ ไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศรวมทั้งสิ้น 28,692.12 ตัน ในขณะเดียวกัน ด้าน กยท. ได้เดินหน้าผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในระเบียบว่าด้วยการพัสดุในส่วนของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางที่ได้รับมาตรฐาน มอก. เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการตั้งงบประมาณได้ ฉะนั้น คาดว่าในปีต่อไป หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ สามารถนำยางพาราไปใช้เพื่อทำถนน ปูพื้น หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเป็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณการใช้ยาง และส่งเสริมการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด”
ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้ายว่า กยท. ได้วางมาตรการระหว่างประเทศในการร่วมประชุมกับคณะกรรมการด้านกลยุทธ์การตลาดครั้งพิเศษ (CSMO) เพื่อเร่งกำหนดมาตรการทางการตลาดที่มีต่อสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน ในวันที่ 17-18 ที่จะถึงนี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมาตรการที่แก้ไขปัญหา เป็นความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกระดับโลก เช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน เป็นต้น เพื่อหาแนวทางการสร้างเสถียรภาพราคายาง และแก้ไขสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มุมมองของต่างชาติมองว่า ดีมานต์และซัพพลายในตลาดปัจจุบันค่อนข้างสมดุลกัน แต่ประเด็นราคา อาจเกิดจากการให้ข่าว ที่ส่งผลต่อสภาวการณ์ของตลาดล่วงหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ กยท. ได้ผลักดันสินค้ายางพาราไทยเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐาน GMP สู่ตลาดยุโรป โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตยางในประเทศ เตรียมเปิดตลาดยาง GMP ไปยังกลุ่มประเทศยุโรปปลายปีนี้ มุ่งเน้นสร้างตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับรองผลผลิตตามมาตรฐาน GMP ในเวที ISO/TC 45 Rubber and Rubber Products เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยางของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐานสู่ระดับสากล
[caption id="attachment_162381" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย รัฐบาลอนุมัติขยายระยะเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ครัวเรือนละ 1,500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน จากเดิมที่มีการช่วยเหลือไปแล้วแบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง จำนวน 711,839 ครัวเรือน และ คนกรีดยาง จำนวน 675,790 ครัวเรือน ยังมีเกษตรกรที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ยังตกค้างอยู่อีกประมาณ 11,460 ครัวเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยได้ทันทีทันใด ภายใน 90 วัน เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง
ด้านพลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท.มีแนวทางและมาตรการในการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ 6 มาตรการ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการผลิต ระบบตลาด การช่วยเหลือปัจจัยและส่งเสริมการแปรรูป การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ มาตรการระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการเร่งด่วนที่ ครม.ได้อนุมัติเห็นชอบครั้งล่าสุดทั้ง 5 โครงการ ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะรองรับและแก้ปัญหาให้ผู้เกี่ยวข้องกับยางพาราทั้งระบบ
ดร.ธีธัช กล่าวต่อว่า กยท.มีการพัฒนาระบบตลาดยางพาราประเภทต่างๆ ได้แก่ ตลาดน้ำยางสดในพื้นที่ชายแดนใต้ 452 กลุ่ม ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่นของ กยท. จำนวน 108 แห่งทั่วประเทศ และตลาดกลางยางพาราอีก 6 แห่ง ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการเชื่อมโยงของตลาดต่างๆ ตั้งแต่ตลาดระดับท้องถิ่น กยท. ทั่วประเทศ สู่ตลาดกลางยางพารา ไปจนถึงตลาดยางระดับประเทศอย่างเช่นตลาดกลางยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของชาวสวนยาง และสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย นอกจากนี้ กยท. ยังให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรด้านปัจจัยด้านการผลิต ส่งเสริมการแปรรูปให้แก่สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ในวงเงิน 2,567 ล้านบาท รวมทั้งการให้สวัสดิการแก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นด้านทุนให้กู้ยืมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน การเสียชีวิต หรือสวนยางได้รับความเสียจากภัยพิบัติธรรมชาติ ภายใต้วงเงิน 398 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.กยท.ได้กำหนดไว้
ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้ายว่า กยท. ได้วางมาตรการระหว่างประเทศในการร่วมประชุมกับคณะกรรมการด้านกลยุทธ์การตลาดครั้งพิเศษ (CSMO) เพื่อเร่งกำหนดมาตรการทางการตลาดที่มีต่อสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน ในวันที่ 17-18 ที่จะถึงนี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมาตรการที่แก้ไขปัญหา เป็นความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกระดับโลก เช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน เป็นต้น เพื่อหาแนวทางการสร้างเสถียรภาพราคายาง และแก้ไขสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มุมมองของต่างชาติมองว่า ดีมานต์และซัพพลายในตลาดปัจจุบันค่อนข้างสมดุลกัน แต่ประเด็นราคา อาจเกิดจากการให้ข่าว ที่ส่งผลต่อสภาวการณ์ของตลาดล่วงหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ กยท. ได้ผลักดันสินค้ายางพาราไทยเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐาน GMP สู่ตลาดยุโรป โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตยางในประเทศ เตรียมเปิดตลาดยาง GMP ไปยังกลุ่มประเทศยุโรปปลายปีนี้ มุ่งเน้นสร้างตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับรองผลผลิตตามมาตรฐาน GMP ในเวที ISO/TC 45 Rubber and Rubber Products เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยางของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐานสู่ระดับสากล






