
บิ๊กทีนิวส์แนะปลดแอกทีวีดีจิตอล
“สนธิญาณ” แนะผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลรวมตัวต่อรองกสทช. ขอปลดแอกแก้กฎ แบบไร้ค่าปรับ หลังผลการดำเนินงานไม่เข้าเป้าแถมพ่นพิษทำทีวีดาวเทียมล้มหาย
นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการบริษัท กรีนเน็ต จำกัด และบรรณาธิการอำนวยการ สำนักข่าวทีนิวส์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าทิศทางของทีวีดิจิตอลเมืองไทยในขณะนี้ สิ่งที่น่ากลัวคือ เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นแบบครึ่งๆ กลางๆ และอยู่ ระหว่างรอยเชื่อมต่อ ที่ผ่านมาถือว่าเป็นความผิดของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ที่ปล่อยให้มีทีวีดิจิตอล ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีทีวีดาวเทียมอยู่แล้ว
[caption id="attachment_162134" align="aligncenter" width="503"]
สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการบริษัท กรีนเน็ต จำกัด และบรรณาธิการอำนวยการ สำนักข่าวทีนิวส์[/caption]
กสทช. ควรส่งเสริมทีวีดาวเทียม ให้พัฒนาเทคโนโลยีเป็น 4K ซึ่งมีความคมชัดกว่าทีวีดิจิตอล อีกทั้งทีวีดาวเทียมมีฐานผู้ชมซึ่งมีจานดาวเทียมรองรับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเพราะเมื่อทำทีวีดิจิตอลก็ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณใหม่ และทีวีดาวเทียมยังทำให้เกิดการแข่งขันในระดับเอสเอ็มอีอีกด้วย ธุรกิจสื่อกำลังหมุนแบบ 180 องศา คนซื้อสื่อยังซื้อตามความเคยชิน เอเยนซีจากเดิมที่เคยซื้อสื่อทีวีดาวเทียม วันนี้ไม่มีแล้ว จะซื้อทีวีดิจิตอลก็ยังคงเน้นไปที่สื่อเดิมจากอนาล็อก ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ราย แม้วันนี้จะมีช่องทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นจำนวนกว่า 20 ช่อง แต่งบโฆษณายังเป็นก้อนเดิม กระบวนการวัดยังคงเดิม เอเยนซีเองก็ไม่อยากเสี่ยง ที่จะลงของใหม่
“ทีวีดิจิตอลเจ๊งอยู่แล้วผู้ประกอบการควรรวมตัวกันไปต่อรองกสทช. เพื่อปลดแอก จะเลิกต้องไม่เสียค่าปรับ เพราะถ้าของดีจริง เมื่อมีคนเลิกก็ต้องมีคนมาทำแทน ไม่ใช่วิ่งหนี วันนี้กสทช.ต้องแก้กฎ ไม่ใช่แค่ผ่อนปรนแล้วมาเก็บทีหลัง ตั้งแต่เริ่มต้นที่คิดจะทำ แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของการตลาด ขาดคนที่เข้าใจเรื่องของการตลาด ทำให้เกิดเป็นปัญหาอย่างนี้”
ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.รับรู้ปัญหาของผู้รับสัมปทานทีวีดิจิตอลที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจทำให้รายได้ที่เคยแบ่งปันกันใน 6 ช่อง แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง ในขณะนี้งบโฆษณาผ่านสื่อยังเป็นงบก้อนเดิม ซึ่งปีที่ผ่านมามีงบโฆษณาโดยรวมประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และยังมีงบส่วนหนึ่งประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทที่ไหลไปสู่นิวมีเดีย เช่น เฟซบุ๊กและไลน์ ทำให้แต่ละสถานีมีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
[caption id="attachment_112808" align="aligncenter" width="503"]
ฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการ กสทช.[/caption]
โดยที่ผ่านมากสทช. มีมาตรการช่วยเหลือผู้รับสัปทานทีวีดิจิตอลไปแล้ว ทั้งเรื่องของการยืดเวลาการจ่ายค่าสัมปทานและการที่ กสทช. ช่วยรับภาระชำเงินค่า Must carryเป็นเวลา 3 ปี ด้วยจำนวนเงินกว่า 2,300 ล้านบาท ถือว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้กับผู้รับสัมปทานได้เพียงพอ
“จากปัญหาดังกล่าว ทางกสทช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ขณะนี้ขอแก้ปัญหาทีละเปราะ โดยกสทช. จะดำเนินการตามเป้าหมาย คือ 1. รัฐต้องมีรายได้ และ 2.เอกชนต้องยืนอยู่ได้ เช่นกัน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการบริษัท กรีนเน็ต จำกัด และบรรณาธิการอำนวยการ สำนักข่าวทีนิวส์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าทิศทางของทีวีดิจิตอลเมืองไทยในขณะนี้ สิ่งที่น่ากลัวคือ เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นแบบครึ่งๆ กลางๆ และอยู่ ระหว่างรอยเชื่อมต่อ ที่ผ่านมาถือว่าเป็นความผิดของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ที่ปล่อยให้มีทีวีดิจิตอล ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีทีวีดาวเทียมอยู่แล้ว
[caption id="attachment_162134" align="aligncenter" width="503"]
กสทช. ควรส่งเสริมทีวีดาวเทียม ให้พัฒนาเทคโนโลยีเป็น 4K ซึ่งมีความคมชัดกว่าทีวีดิจิตอล อีกทั้งทีวีดาวเทียมมีฐานผู้ชมซึ่งมีจานดาวเทียมรองรับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเพราะเมื่อทำทีวีดิจิตอลก็ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณใหม่ และทีวีดาวเทียมยังทำให้เกิดการแข่งขันในระดับเอสเอ็มอีอีกด้วย ธุรกิจสื่อกำลังหมุนแบบ 180 องศา คนซื้อสื่อยังซื้อตามความเคยชิน เอเยนซีจากเดิมที่เคยซื้อสื่อทีวีดาวเทียม วันนี้ไม่มีแล้ว จะซื้อทีวีดิจิตอลก็ยังคงเน้นไปที่สื่อเดิมจากอนาล็อก ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ราย แม้วันนี้จะมีช่องทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นจำนวนกว่า 20 ช่อง แต่งบโฆษณายังเป็นก้อนเดิม กระบวนการวัดยังคงเดิม เอเยนซีเองก็ไม่อยากเสี่ยง ที่จะลงของใหม่
“ทีวีดิจิตอลเจ๊งอยู่แล้วผู้ประกอบการควรรวมตัวกันไปต่อรองกสทช. เพื่อปลดแอก จะเลิกต้องไม่เสียค่าปรับ เพราะถ้าของดีจริง เมื่อมีคนเลิกก็ต้องมีคนมาทำแทน ไม่ใช่วิ่งหนี วันนี้กสทช.ต้องแก้กฎ ไม่ใช่แค่ผ่อนปรนแล้วมาเก็บทีหลัง ตั้งแต่เริ่มต้นที่คิดจะทำ แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของการตลาด ขาดคนที่เข้าใจเรื่องของการตลาด ทำให้เกิดเป็นปัญหาอย่างนี้”
ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.รับรู้ปัญหาของผู้รับสัมปทานทีวีดิจิตอลที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจทำให้รายได้ที่เคยแบ่งปันกันใน 6 ช่อง แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง ในขณะนี้งบโฆษณาผ่านสื่อยังเป็นงบก้อนเดิม ซึ่งปีที่ผ่านมามีงบโฆษณาโดยรวมประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และยังมีงบส่วนหนึ่งประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทที่ไหลไปสู่นิวมีเดีย เช่น เฟซบุ๊กและไลน์ ทำให้แต่ละสถานีมีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
[caption id="attachment_112808" align="aligncenter" width="503"]
โดยที่ผ่านมากสทช. มีมาตรการช่วยเหลือผู้รับสัปทานทีวีดิจิตอลไปแล้ว ทั้งเรื่องของการยืดเวลาการจ่ายค่าสัมปทานและการที่ กสทช. ช่วยรับภาระชำเงินค่า Must carryเป็นเวลา 3 ปี ด้วยจำนวนเงินกว่า 2,300 ล้านบาท ถือว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้กับผู้รับสัมปทานได้เพียงพอ
“จากปัญหาดังกล่าว ทางกสทช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ขณะนี้ขอแก้ปัญหาทีละเปราะ โดยกสทช. จะดำเนินการตามเป้าหมาย คือ 1. รัฐต้องมีรายได้ และ 2.เอกชนต้องยืนอยู่ได้ เช่นกัน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560






