
ชงกก.ยุทธศาสตร์ แก้ปมปิโตรฯสปก.
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยัน สั่งหยุดผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ส.ป.ก.ต่อเนื่อง แม้คำพิพากษาไม่มีผลย้อนหลัง ชงแนวทางแก้ปัญหาให้ครม.และบยศ.ชี้ขาด ด้านส.ป.ก.ระบุ พบบริษัทลูกปตท.สผ.ทำการละเมิดใช้พื้นที่ก่อนได้รับอนุญาต
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น แม้ว่าทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะไม่มีหนังสือสั่งหยุดดำเนินการในพื้นที่ แต่กรมฯมองว่า ควรหยุดผลิตปิโตรเลียมหรือสำรวจไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจน และมีกฎหมายรองรับการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งมองว่าคำสั่งศาลฯจะเป็นตัวกระตุ้นการแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนมากขึ้น ภายหลังจากเรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2556
[caption id="attachment_160849" align="aligncenter" width="503"]
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์[/caption]
สำหรับแนวทางการดำเนินงานนั้น ขณะนี้ได้เรียบเรียงข้อมูลเสนอไปยังพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร หรือเสนอเรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการบริหารแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์(บยศ.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธาน ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) ส่วนจะมีการพิจารณาเพื่อใช้ ม.44 หรือไม่นั้น เชื่อว่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาจะเลือกแนวทางใดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐมนตรีต่อไป
อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าหากสามารถหารือใน บยศ.ได้ อาจแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย และมีระเบียบเข้ามารองรับการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในการทำประโยชน์ด้านปิโตรเลียม ซึ่งเกษตรกรก็ได้ประโยชน์ด้วย
สำหรับผู้ประกอบการ 7 บริษัท ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นแหล่งเอส1 ของบริษัท ปตท.สผ. สยาม ที่กำลังการผลิตน้ำมันดิบหายไป 1.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ,พื้นที่ผลิตหนองสระ พื้นที่ผลิตบึงม่วงใต้ ของบริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค และพื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือ ของบริษัท อีโค่ กำลังการผลิตหายไป 1 พันล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนอีก 4 แปลงที่เหลืออยู่ระหว่างการสำรวจ
ทั้งนี้ ในส่วนของผลกระทบประเทศ จากการหยุดผลิตปิโตรเลียมหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา(3-9 มิ.ย.) ทำให้ค่าภาคหลวงหายและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมหายไปแล้ว 182 ล้านบาท ขณะที่ปตท.สผ.สยาม รายได้หายจากผลิตนํ้ามันดิบไม่ตํ่ากว่า 150 ล้านบาท
นายสมปอง อินทร์ทองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้มีผลย้อนหลังถึงโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ ส.ป.ก.ยินยอม และอนุญาตให้ใช้พื้นที่ที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ในส่วนของรายใหม่ที่จะมาขออนุญาตไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีระเบียบรองรับให้พิจารณา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับความยินยอมจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.) ปส.ป.ก.จำนวน 4 บริษัทได้แก่ บริษัท แพนโอเรียนท์รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัดที่ตั้งอยู่ใน อำเภอวิเชียร จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่อยู่ระหว่างการขอเสนอคปก. ซึ่งยังไม่มีการออกหนังสือยินยอมให้ทำการผลิตปิโตรเลียมจำนวน 5 แปลง
บริษัท ซีเอ็นนีซีเอชเค(ไทยแลนด์) จำกัด ที่ตั้งอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชรจำนวน 5 แปลง โดยทางส.ป.ก.อยู่ระหว่างคิดค่าเสียหาย เนื่องจากบริษัทดังกล่าวทำการละเมิดในการผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้รับการยินยอม และบริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ตั้งอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 580ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการคิดค่าเสียหายกรณีทำละเมิดผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้รับความยินยอม
นายสมปอง กล่าวอีกว่าสำหรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นของทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว คิดตั้งแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันที่30 พฤศจิกายน 2558 เป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งส.ป.ก.จังหวัดกำลังดำเนินการจัดเก็บค่าเสียหาย อันเกิดจากการกระทำละเมิด เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่บริษัทกระทำละเมิดเพิ่มเติม หากได้เนื้อที่ที่แน่นอนแล้ว ส.ป.ก.จังหวัดจะคำนวณค่าเสียหายเพิ่มเติมและเรียกให้บริษัทผู้ประกอบการชดใช้ค่าเสียหายอีกครั้ง
ขณะที่บริษัท อพิโก้ แอลแอลฯ ที่ตั้งจังหวัดอุดรธานี ที่ยื่นขอใช้พื้นที่มา ไม่สามารถเข้าดำเนินการในพื้นที่ได้ เนื่องจากมีปัญหาร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,269 วันที่ 11 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น แม้ว่าทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะไม่มีหนังสือสั่งหยุดดำเนินการในพื้นที่ แต่กรมฯมองว่า ควรหยุดผลิตปิโตรเลียมหรือสำรวจไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจน และมีกฎหมายรองรับการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งมองว่าคำสั่งศาลฯจะเป็นตัวกระตุ้นการแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนมากขึ้น ภายหลังจากเรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2556
[caption id="attachment_160849" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับแนวทางการดำเนินงานนั้น ขณะนี้ได้เรียบเรียงข้อมูลเสนอไปยังพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร หรือเสนอเรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการบริหารแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์(บยศ.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธาน ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) ส่วนจะมีการพิจารณาเพื่อใช้ ม.44 หรือไม่นั้น เชื่อว่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาจะเลือกแนวทางใดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐมนตรีต่อไป
อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าหากสามารถหารือใน บยศ.ได้ อาจแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย และมีระเบียบเข้ามารองรับการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในการทำประโยชน์ด้านปิโตรเลียม ซึ่งเกษตรกรก็ได้ประโยชน์ด้วย
สำหรับผู้ประกอบการ 7 บริษัท ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นแหล่งเอส1 ของบริษัท ปตท.สผ. สยาม ที่กำลังการผลิตน้ำมันดิบหายไป 1.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ,พื้นที่ผลิตหนองสระ พื้นที่ผลิตบึงม่วงใต้ ของบริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค และพื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือ ของบริษัท อีโค่ กำลังการผลิตหายไป 1 พันล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนอีก 4 แปลงที่เหลืออยู่ระหว่างการสำรวจ
ทั้งนี้ ในส่วนของผลกระทบประเทศ จากการหยุดผลิตปิโตรเลียมหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา(3-9 มิ.ย.) ทำให้ค่าภาคหลวงหายและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมหายไปแล้ว 182 ล้านบาท ขณะที่ปตท.สผ.สยาม รายได้หายจากผลิตนํ้ามันดิบไม่ตํ่ากว่า 150 ล้านบาท
นายสมปอง อินทร์ทองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้มีผลย้อนหลังถึงโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ ส.ป.ก.ยินยอม และอนุญาตให้ใช้พื้นที่ที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ในส่วนของรายใหม่ที่จะมาขออนุญาตไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีระเบียบรองรับให้พิจารณา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับความยินยอมจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.) ปส.ป.ก.จำนวน 4 บริษัทได้แก่ บริษัท แพนโอเรียนท์รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัดที่ตั้งอยู่ใน อำเภอวิเชียร จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่อยู่ระหว่างการขอเสนอคปก. ซึ่งยังไม่มีการออกหนังสือยินยอมให้ทำการผลิตปิโตรเลียมจำนวน 5 แปลง
บริษัท ซีเอ็นนีซีเอชเค(ไทยแลนด์) จำกัด ที่ตั้งอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชรจำนวน 5 แปลง โดยทางส.ป.ก.อยู่ระหว่างคิดค่าเสียหาย เนื่องจากบริษัทดังกล่าวทำการละเมิดในการผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้รับการยินยอม และบริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ตั้งอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 580ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการคิดค่าเสียหายกรณีทำละเมิดผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้รับความยินยอม
นายสมปอง กล่าวอีกว่าสำหรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นของทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว คิดตั้งแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันที่30 พฤศจิกายน 2558 เป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งส.ป.ก.จังหวัดกำลังดำเนินการจัดเก็บค่าเสียหาย อันเกิดจากการกระทำละเมิด เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่บริษัทกระทำละเมิดเพิ่มเติม หากได้เนื้อที่ที่แน่นอนแล้ว ส.ป.ก.จังหวัดจะคำนวณค่าเสียหายเพิ่มเติมและเรียกให้บริษัทผู้ประกอบการชดใช้ค่าเสียหายอีกครั้ง
ขณะที่บริษัท อพิโก้ แอลแอลฯ ที่ตั้งจังหวัดอุดรธานี ที่ยื่นขอใช้พื้นที่มา ไม่สามารถเข้าดำเนินการในพื้นที่ได้ เนื่องจากมีปัญหาร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,269 วันที่ 11 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560






