thansettakij
thansettakij
ชำแหละนมโรงเรียน รัฐต้องรู้ทันพ่อค้า-เกษตรกร

ชำแหละนมโรงเรียน รัฐต้องรู้ทันพ่อค้า-เกษตรกร

12 มิ.ย. 60 | 03:00 น.
โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน หรือ "นมโรงเรียน" เป็นโครงการที่รัฐบาลไทยจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี 2535 เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทยโดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ ผ่านมาร่วม 25 ปี ในอดีตโครงการนี้มีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้รัฐบาลแต่ละยุคต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

อีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการมีมุมมองต่อโครงการนี้อย่างไรนั้น "ฐานเศรษฐกิจ"สัมภาษณ์ "เกียรติศักดิ์ เกียรติไกรวัลศิริ" หรือคนในวงการรู้จักกันดีในนาม"เฮียตี๊" นายกสมาคมผู้ผลิตนมยู .เอช.ที ที่เปิดใจแบบตรงไปตรงมาถึงเบื้องหลังและเบื้องลึกโครงการนมโรงเรียนดังรายละเอียด

App_MG_0952 -4 สมาคมเด้งจากมิลค์บอร์ด
"เกียรติศักดิ์" กล่าวว่า ก่อนที่จะมีรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทาง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตนมยู.เอช.ที สมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและแปรรูป สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ เคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด แต่ถูกร้องเรียน และถูกกล่าวหาว่าเป็น "มาเฟีย" มาจัดสรรสิทธิ์นมโรงเรียน

จากแรงบีบทั้งจากผู้ประกอบการ และสังคมทำให้นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการมิลค์บอร์ด ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์แนวทางปฏิบัติและการจัดสรรสิทธิพื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียนขึ้น โดยให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ในคณะกรรมการชุดนี้จึงมีแต่ข้าราชการเข้ามาจัดสรรสิทธิพื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียนแทน ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะอนุกรรมการวิชาการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (เมื่อ 31 มี.ค.60) โดยทุกฝ่ายเชื่อว่าการจัดสรรสิทธิจะได้รับความเป็นธรรม

"ผมจะไม่ย้อนอดีตว่าก่อนที่จะให้ 4 สมาคมเข้ามาดูแลช่วงนั้นมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แต่วันนี้การจัดสรรสิทธิพื้นที่จำหน่ายในรูปข้าราชการให้กับแต่ละโรงก็มีปัญหาไม่ต่างจากในอดีต เพราะมีผลประโยชน์ที่ทุกคนต้องการและพุ่งเป้าที่จะให้ได้ครอบครองสิทธิ์มากที่สุด"

[caption id="attachment_159928" align="aligncenter" width="503"] ชำแหละนมโรงเรียน รัฐต้องรู้ทันพ่อค้า-เกษตรกร ชำแหละนมโรงเรียน รัฐต้องรู้ทันพ่อค้า-เกษตรกร[/caption]

-ชำแหละงบ 1.4 หมื่นล.
สำหรับโครงการนมโรงเรียน เป็นนโยบายสาธารณะ ที่รัฐบาลมอบให้กับเด็กนักเรียนจำนวนกว่า 7.3 ล้านคน (อนุบาล-ป.6) ได้ดื่มนมที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทางอ้อม รัฐจัดสรรงบประมาณให้ 1.4 หมื่นล้านบาททุกปี แง่ดีของโครงการนี้คือประโยชน์ตกอยู่กับเด็กนักเรียน ส่วนผลประโยชน์ทางอ้อมตกกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่ได้รับสัดส่วนแบ่งเป็นค่าน้ำนมดิบประมาณ 7-8 พันล้านบาท นอกจากนั้นเป็นค่าการผลิต บวกค่าขนส่ง และยังสร้างงานให้อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น บริษัทรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น

"เมื่อมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ย่อมจะมีความไม่ถูกต้องของคนบางกลุ่ม เพราะการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 2 เรื่องคือ 1.การได้รับสิทธิการขอนำเข้าโควตาสินค้านมผงขาดมันเนย ที่ไทยมีโควตานำเข้าทั่วไปจากประเทศสมาชิกองค์การค้าโลก (WTO) 5.5 หมื่นตัน และจากเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ประมาณ 3,000 ตัน แต่ในบางปีมีโควตาพิเศษที่ขอเพิ่มอีก 2-3 หมื่นตัน กรณีมีเหตุจำเป็นทำให้น้ำนมดิบในประเทศขาดแคลน ทางผู้ประกอบการจะขอนำเข้าเพิ่มการกำหนดอัตราภาษีในโควตา 120% แต่ภาษีเก็บจริง 5% แต่ถ้านอกโควตาภาษี 116 %"

-ผลประโยชน์นำเข้านมผง
ทั้งนี้การขอนำเข้านมผงภายใต้โควตา จะแบ่งผู้ประกอบการออกเป็นสัดส่วน 80:20 โดย 80% กลุ่มที่ได้รับโควตาคือผู้รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร อาทิ บริษัท ฟรีสแลนด์ ฟู้ดส์ โฟร์โมสต์ (ประเทศไทย)จำกัด(บจก.) และ บจก.ซีพี-เมจิ เป็นต้น ส่วนอีก 20% คือกลุ่มที่ไม่มีการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร อาทิ บจก.บีทาเก้น และ บจก.ยาคูลท์ (ประเทศไทย) เป็นต้น ในอดีต 2 กลุ่มก็เคยมีปัญหากันจนทำให้อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ กระทรวงเกษตรฯ คนหนึ่งโดนเด้งไปก่อนเวลา จากถูกร้องเรียนเรื่องผลประโยชน์

"สรุปการรับซื้อน้ำนมโคจากเกษตรกรผู้ประกอบการจะได้คือ 1.การได้สิทธิการนำเข้าโควตานมผงอัตราภาษีต่ำ 2.การได้สิทธิพื้นที่จำหน่ายในโครงการนมโรงเรียน ซึ่งในส่วนหลังจะผูกกับปริมาณน้ำนมดิบทั้งระบบในประเทศคือ กลุ่มตลาดนมพาณิชย์ กับกลุ่มตลาดนมโรงเรียน โดย 2 ตลาดใช้ปริมาณน้ำนมดิบจากเกษตรกร จุดเด่นของผู้ประกอบการนมพาณิชย์คือมีกำลังซื้อนมจากเกษตรกรได้ทั้งปี แต่จุดอ่อนผู้ประกอบการนมโรงเรียนไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้ทั้งปี คือ แค่ 260 วัน (เฉพาะช่วงเปิดเทอม) เพราะฉะนั้นจะมีส่วนต่างอยู่ 105 วัน (ช่วงปิดเทอม)"

อย่างไรก็ตามจากบันทึกความตกลง(MOU) ณ ปัจจุบัน ทุกรายจะต้องรับผิดชอบในการผลิต 365 วัน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เพราะฉะนั้นการที่ได้รับสิทธิโควตาการจำหน่ายนมโรงเรียนปริมาณมากๆ จะอาศัยต้องปริมาณการรับซื้อน้ำนมโคเช่นเดียวกัน แต่น้ำนมดิบทั้งประเทศมีเพียงแค่ก้อนเดียว ซึ่งในมิลค์บอร์ด ได้มีมติสรุปปริมาณน้ำนมโคในปี 2560 จำนวน 3,208 ตันต่อวัน (นมโรงเรียน 1,170 ตันต่อวัน ที่เหลือเป็นนมพาณิชย์) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 - 30 กันยายน 2560

-ฟันธงตัวเลขน้ำนมเท็จ
"ผมฟันธงว่าข้อมูลตัวเลขน้ำนมโคเป็นเท็จ เพราะมีเหตุผลจูงใจในการสร้างน้ำนมโคฟอกปริมาณนมซึ่งกันและกันเพื่อให้ได้ประโยชน์ของผู้ประกอบการของทั้ง 2 ฝ่าย กลุ่มหนึ่งต้องการนำไปขอโควตานำเข้านมผง อีกกลุ่มหนึ่งต้องการไปจองสิทธิ์นมโรงเรียน เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการที่ซื้อขายน้ำนมโคระหว่างเกษตรกร ศูนย์รวบรวมน้ำนมโค และผู้ประกอบการ ที่รายงานกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกเดือน เจ้าหน้าวิเคราะห์จากตัวเลขจากกระดาษที่มีการรายงานผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่ไม่มีหลักฐานการชำระเงินซื้อขายจริง ข้อมูลแบบนี้ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้คิดว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ หรือสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่"

อย่างไรก็ดีเมื่อเร็วๆนี้ มติที่ประชุมของสมาคม ได้เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจนับปริมาณโคนมที่เลี้ยงจริง รวมถึงปริมาณน้ำนมโคที่แท้จริงในแต่ละวัน และมีการซื้อขายกันจริงเท่าไร ที่สำคัญให้แยกนมโรงเรียนกับนมพาณิชย์ออกจากกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้งบประมาณที่ใช้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและโปร่งใส่ ตามนโยบายของรัฐบาล

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,269 วันที่ 11 - 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560