thansettakij
thansettakij
ไคอาเจน จับมือม.มหิดล-รพ.รามาฯ จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านชีวโมเลกุล

ไคอาเจน จับมือม.มหิดล-รพ.รามาฯ จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านชีวโมเลกุล

08 มิ.ย. 60 | 10:02 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มิ.ย. 60 | 17:02 น.
ไคอาเจน ชูกลยุทธ์ความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์  ต่อยอดธุรกิจ  ล่าสุดผนึก 2 หน่วยงานด้านการแพทย์ของไทย  ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดี ศึกษาข้อมูลในเชิงลึกด้านรหัสพันธุกรรม

นายวิลเลียม ลิน ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไคอาเจน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทใช้กลยุทธ์ความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์และหน่วยงานภาครัฐ  เพื่อสร้างการเติบโต  ซึ่งใช้กลยุทธ์ดังกล่าวมากว่า 16 ปี   โดยเฉพาะในตลาดประเทศเกิดใหม่  ซึ่งในปี 2559  ที่ผ่านมาไคอาเจนสามารถสร้างยอดขายในตลาดดังกล่าวเติบโต  19%  คิดเป็นสัดส่วน 16%  ของยอดขายสุทธิ 1,340 ล้านดอลล่าห์  ล่าสุดได้เข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการด้วย QIAGEN 01

สำหรับตลาดในประเทศไทย บริษัทได้ร่วมมือกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือสำหรับเทคนิคทางด้านชีวโมเลกุล  และร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี  เพื่อศึกษาข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับจีโนมจากเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรม (Next generation sequencing: NGS) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ร่วมกับทีมวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพและผู้ให้บริการด้านสุขภาพในตลาดที่กำลังเติบโต ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. หวัง หงุ่ยตระกูล ภาควิชาชีวโมเลกุลและพันธุศาสตร์โรคเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวว่า ศูนย์ความร่วมมือ ไคอาเจน-เวชศาสตร์เขตร้อน สำหรับเทคนิคทางด้านชีวโมเลกุล ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับจีโนม ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียและโรคอื่นๆ ความร่วมมือระหว่างเราแสดงถึงโอกาสในการร่วมมือของภาควิชาการและอุตสาหกรรม รวมถึงการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคนิคทางด้านชีวโมเลกุลสู่นักวิจัยรุ่นใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา สาขาวิชาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า  โซลูชั่น ไคอาเจน NGS เป็นเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมความไวสูงที่จะช่วยในการวิเคราะห์เลือดหรือตัวอย่างเนื้อเยื่อ เพื่อระบุการเปลี่ยนแปลงในระดับยีน ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ประเมินวิธีการรักษาที่ดีที่สุด เราคาดหวังว่าการร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคมะเร็ง