
'เคเอ็มเอส'คิกออฟQ3 ผลิตเหล็กเกรดพิเศษป้อนอุตฯยานยนต์
“เคเอ็มเอส”ในกลุ่มมิลล์คอนเริ่มสตาร์ทเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์Q3 ปีนี้เป็นต้นไป ดึงมือดีวงการเหล็ก”ประวิทย์ หอรุ่งเรือง” เสริมทัพเต็มตัวนั่งบอร์ดบริษัท ร่วมพัฒนาเหล็กคุณภาพดี ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบ โดยเฉพาะเศษเหล็กจาก “ซันเทคเมทัลส์ บริษัทในเครือ ตั้งเป้าภายในปี2562 กำลังผลิตโตเท่าตัว
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน)หรือ MILL เปิดเผย ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่ า ภายหลังการเข้ามาร่วมงานกับบริษัท MILL เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาอย่างเต็มตัว เป็นการเข้ามาเสริมทัพธุรกิจเหล็กของบริษัทที่กำลังพัฒนาไปสู่เหล็กคุณภาพสูงเกรดพิเศษสำหรับงานก่อสร้างและเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผลิตในนามบริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล หรือเคเอ็มเอสซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ MILLจับมือร่วมทุนกับบริษัท โกเบ สตีล จากประเทศญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้เคเอ็มเอสจะผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับงานก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้และผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเริ่มได้ในช่วงไตรมาส3 เป็นต้นไป โดยทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีกำลังผลิตภายในปี 2563 จำนวน 3-4 แสนตันต่อปี และอีก 2-3 ปีหลังจากนั้นจะสามารถผลิตได้เต็มที่ราว 5 แสนตันต่อปีซึ่งเหล็กทั้ง 2 ชนิดนี้ยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากยังมีผู้ผลิตในตลาดน้อยราย
ส่วนเหล็กเส้นก่อสร้าง MILL มียอดขายเมื่อปีก่อนจำนวน 5 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วน20% ของตลาดรวมที่มีกำลังผลิต3-4 ล้านตันต่อปี โดยภายในปี2560 บริษัทฯตั้งเป้าว่าจะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นจาก5 แสนตันเป็น 8 แสนตัน ส่วนเหล็กพิเศษสำหรับงานก่อสร้าง เช่น เหล็กลวด สำหรับป้อนกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ผลิต ลวดเหล็กแรงดึงสูงพีซีวาย พีซีสแตน สำหรับก่อสร้างสะพานและถนน ซึ่งมีราคาขายสูงกว่าเหล็กเส้น 20-30% หรือมีราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ 20,000-21,000 บาทต่อตัน
“สำหรับเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ จะมีราคาขายต่อตันที่สูงกว่าเหล็กเกรดพิเศษสำหรับงานก่อสร้าง ซึ่งราคาจริงจะเริ่มรับรู้ช่วงไตรมาส3 เมื่อผลิตจำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยฐานลูกค้ากลุ่มนี้จะมาจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ สำหรับนำไปป้อนให้กับค่ายรถยนต์อีกที ช่วยอุตสาหกรรมยานยนต์ลดต้นทุนการนำเข้า ที่ปัจจุบันยังต้องนำเข้าเหลฌ็กเกรดพิเศษเข้ามา ซึ่งมีต้นทุนรวมสูง”
นายประวิทย์ กล่าวอีกว่าการผลิตเหล็กคุณภาพสูง กลุ่มMILLจะให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบซึ่งมาจากเหล็กขั้นต้นรวมถึงเศษเหล็ก ซึ่งเมื่อ2 ปีก่อนMILL ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท ซันเทคเมทัลส์ จำกัด ผุ้ดำเนินธุรกิจแปรสภาพเศษเหล็ก และรับจัดหาเศษเหล็ก เพื่อส่งให้โรงหลอม โดยตนเป็นหนึ่งในผู้บริหารธุรกิจนี้มาก่อนหน้านี้ ก่อนที่กลุ่มMILL จะซื้อกิจการเข้ามา
ทั้งนี้บรัทดังกล่าวจะทำการการแปรสภาพเศษเหล็กคุณภาพดีจากรถยนต์ใหม่ที่มีตำหนิ ไม่ผ่านมาตรฐานQCที่จะนำมาทำลายปีละ 1-2 ครั้ง และครั้งละจำนวนกว่า 100 คัน ทำให้ได้เศษเหล็กคุณภาพดีออกมาเป็นเหล็กก้อนใช้ในการเป็นส่วนผสมผลิตเหล็กคุณภาพสูงอีกที
ปัจจุบันบริษัท ซันเทคเมทัลส์ จำกัด มีกำลังผลิตรวม10,000 ตันต่อเดือน มีกลุ่มลูกค้าหลักคือ บริษัท จีเจสตีลฯ รับซื้อเศษเหล็กคุณภาพดีในสัดส่วน 20%,บริษัท ทาทา สตีลฯ ในสัดส่วน10-20%, โรงหลอมเหล็กทั่วไป และกลุ่มMILL สัดส่วนที่เหลือ ตั้งเป้าว่าภายในปี2562 จะมีกำลังผลิตเติบโตอีกเท่าตัว หรือ 20,000 ตันต่อเดือน
อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กโดยส่วนตัวมองว่า ยังยืนอยู่บนความท้าท้าย เนื่องจากระดับการแข่งขันรุนแรงขึ้น ทำให้กลุ่ม MILL ต้องเร่งปรับตัวหนีตลาดเหล็กไปสู่การผลิตเหล็กที่มีคุณภาพสูงขึ้น ราคาแพงขึ้น ดังจะเห็นว่านับจากนี้ไปผู้ผลิตเหล็กไทยจะเจอแรงกดดันหลายทางโดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ที่เวลานี้การบริโภคเหล็กภายในประเทศเวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้ว โดยปี 2559ไทยบริโภคเหล็กภายในประเทศราว 15-16 ล้านตันขณะที่เวียดนามบริโภค 17 ล้านตันในปีเดียวกัน
นอกจากนี้จีนผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกมีกำลังผลิตเต็มที่กว่า 1,000 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้จริงราว 800 ล้านตันต่อปี ทำให้ยังมีกำลังผลิตส่วนเกินเหลือส่งออกอีกจำนวนมาก เช่นเดียวกับอินเดียที่ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เมื่อเร็วๆนี้ได้ออกมาประกาศว่าภายใน 4-5 ปีนับจากนี้ไปจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 1ของโลกให้ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,267 วันที่ 4 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน)หรือ MILL เปิดเผย ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่ า ภายหลังการเข้ามาร่วมงานกับบริษัท MILL เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาอย่างเต็มตัว เป็นการเข้ามาเสริมทัพธุรกิจเหล็กของบริษัทที่กำลังพัฒนาไปสู่เหล็กคุณภาพสูงเกรดพิเศษสำหรับงานก่อสร้างและเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผลิตในนามบริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล หรือเคเอ็มเอสซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ MILLจับมือร่วมทุนกับบริษัท โกเบ สตีล จากประเทศญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้เคเอ็มเอสจะผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับงานก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้และผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเริ่มได้ในช่วงไตรมาส3 เป็นต้นไป โดยทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีกำลังผลิตภายในปี 2563 จำนวน 3-4 แสนตันต่อปี และอีก 2-3 ปีหลังจากนั้นจะสามารถผลิตได้เต็มที่ราว 5 แสนตันต่อปีซึ่งเหล็กทั้ง 2 ชนิดนี้ยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากยังมีผู้ผลิตในตลาดน้อยราย
ส่วนเหล็กเส้นก่อสร้าง MILL มียอดขายเมื่อปีก่อนจำนวน 5 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วน20% ของตลาดรวมที่มีกำลังผลิต3-4 ล้านตันต่อปี โดยภายในปี2560 บริษัทฯตั้งเป้าว่าจะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นจาก5 แสนตันเป็น 8 แสนตัน ส่วนเหล็กพิเศษสำหรับงานก่อสร้าง เช่น เหล็กลวด สำหรับป้อนกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ผลิต ลวดเหล็กแรงดึงสูงพีซีวาย พีซีสแตน สำหรับก่อสร้างสะพานและถนน ซึ่งมีราคาขายสูงกว่าเหล็กเส้น 20-30% หรือมีราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ 20,000-21,000 บาทต่อตัน
“สำหรับเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ จะมีราคาขายต่อตันที่สูงกว่าเหล็กเกรดพิเศษสำหรับงานก่อสร้าง ซึ่งราคาจริงจะเริ่มรับรู้ช่วงไตรมาส3 เมื่อผลิตจำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยฐานลูกค้ากลุ่มนี้จะมาจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ สำหรับนำไปป้อนให้กับค่ายรถยนต์อีกที ช่วยอุตสาหกรรมยานยนต์ลดต้นทุนการนำเข้า ที่ปัจจุบันยังต้องนำเข้าเหลฌ็กเกรดพิเศษเข้ามา ซึ่งมีต้นทุนรวมสูง”
ทั้งนี้บรัทดังกล่าวจะทำการการแปรสภาพเศษเหล็กคุณภาพดีจากรถยนต์ใหม่ที่มีตำหนิ ไม่ผ่านมาตรฐานQCที่จะนำมาทำลายปีละ 1-2 ครั้ง และครั้งละจำนวนกว่า 100 คัน ทำให้ได้เศษเหล็กคุณภาพดีออกมาเป็นเหล็กก้อนใช้ในการเป็นส่วนผสมผลิตเหล็กคุณภาพสูงอีกที
ปัจจุบันบริษัท ซันเทคเมทัลส์ จำกัด มีกำลังผลิตรวม10,000 ตันต่อเดือน มีกลุ่มลูกค้าหลักคือ บริษัท จีเจสตีลฯ รับซื้อเศษเหล็กคุณภาพดีในสัดส่วน 20%,บริษัท ทาทา สตีลฯ ในสัดส่วน10-20%, โรงหลอมเหล็กทั่วไป และกลุ่มMILL สัดส่วนที่เหลือ ตั้งเป้าว่าภายในปี2562 จะมีกำลังผลิตเติบโตอีกเท่าตัว หรือ 20,000 ตันต่อเดือน
อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กโดยส่วนตัวมองว่า ยังยืนอยู่บนความท้าท้าย เนื่องจากระดับการแข่งขันรุนแรงขึ้น ทำให้กลุ่ม MILL ต้องเร่งปรับตัวหนีตลาดเหล็กไปสู่การผลิตเหล็กที่มีคุณภาพสูงขึ้น ราคาแพงขึ้น ดังจะเห็นว่านับจากนี้ไปผู้ผลิตเหล็กไทยจะเจอแรงกดดันหลายทางโดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ที่เวลานี้การบริโภคเหล็กภายในประเทศเวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้ว โดยปี 2559ไทยบริโภคเหล็กภายในประเทศราว 15-16 ล้านตันขณะที่เวียดนามบริโภค 17 ล้านตันในปีเดียวกัน
นอกจากนี้จีนผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกมีกำลังผลิตเต็มที่กว่า 1,000 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้จริงราว 800 ล้านตันต่อปี ทำให้ยังมีกำลังผลิตส่วนเกินเหลือส่งออกอีกจำนวนมาก เช่นเดียวกับอินเดียที่ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เมื่อเร็วๆนี้ได้ออกมาประกาศว่าภายใน 4-5 ปีนับจากนี้ไปจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 1ของโลกให้ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,267 วันที่ 4 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560






