
ล็อกซเล่ฯลุยตลาดเสริมอาหารตั้งเป้า 1,000 ล้าน
ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง ผนึก สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น ลุยตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตั้งเป้า 5 ปีโกย 1,000 ล้าน ประเดิมแบรนด์ริตะ 2ปี ทำยอด 100 ล้าน
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่สนใจดูแลสุขภาพของตนเอง ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดกว่า 7 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% ซึ่งแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพสัดส่วน 78% เพื่อความงาม 21% และเพื่อสมรรถภาพทางเพศ 1% ซึ่งพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานอายุ 28-30 ปี มีการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบริโภคเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาทเพื่อการดูแลตนเอง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
[caption id="attachment_151777" align="aligncenter" width="362"]
นางโกสุม สินเพิ่มสุขสกุล[/caption]
กรรมการ บริษัท ล็อกซเทรด สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด หรือ แอลทีเอสไอ เปิดเผว่า ได้เปิดตัวสินค้าคอลลา จอยน์ ภายใต้แบรนด์ริตะ (rita) หลังจากบริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทุนกับบริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด จัดตั้งแอลทีเอสไอ ด้วยทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 5 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม เนื่องจากเห็นโอกาสทางการตลาดของสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ที่ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งคาดว่าจะทำยอดขายได้ 100 ล้านบาทภายใน 2 ปี ซึ่งบริษัทมีแผนออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทด้วยยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี
ด้านนายวิทวัส มีสมมนต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ได้วางแผนผลิตและจำหน่ายสินค้าออกมาทำตลาดอย่างน้อยไตรมาสละ 1 รายการ แต่สำหรับในปีแรกนี้จะมีสินค้าทำตลาด 2 รายการ ซึ่งขณะนี้มีสินค้าอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 5 รายการ สำหรับสินค้า คอลลา จอยน์ ภายใต้แบรนด์ริตะ ที่เป็นคอลลาเจนเปปไทด์ ไทฟ์ทู ขนาด 1 หมื่นมิลลิกรัมต่อขวด จำหน่ายในราคาขวดละ 90 บาท ซึ่งจับตลาดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่ดูแลสุขภาพ และผู้ที่ออกกำลังกาย อายุตั้งแต่ 28 ปีขึ้นไป ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
“ปัจจุบันในท้องตลาดสินค้าคอลลาเจนส่วนใหญ่จะเป็นไทฟ์ 1 และไทฟ์ 3 ที่มุ่งเน้นในเรื่องความสวยงาม แต่หากเป็นไทฟ์ 2 จะเน้นเรื่องการดูแลกระดูกและข้อ และคอลลาเจนไทฟ์ 2 ที่มีวางจำหน่ายก็เป็นรูปแบบผง หรือเม็ด แต่ของบริษัทเป็นชนิดพร้อมดื่ม ซึ่งในท้องตลาดยังมีช่องว่างเพราะส่วนใหญ่มีปริมาณคอลลาเจนเพียง 1,000-5,000 มิลลิกรัมจำหน่ายในราคาขวดละ 20-100 บาท ปัจจุบันตลาดคอลลาเจนพร้อมดื่มมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตในอัตรา 7-8% ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่ง 5% ภายใน 2 ปีหรือมียอดขาย 100 ล้านบาท ”
ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และอีคอมเมิร์ซเป็นหลักสัดส่วน 80% และยังวางจำหน่ายผ่านร้านสุขภาพและความงามด้วยในสัดส่วน 20% โดยได้เตรียมงบประมาณการตลาดไว้ 20% หรือประมาณ 10 ล้านบาทในแรก เพื่อทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้การรีวิวและการสร้างกระแสปากต่อปาก รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งต่างๆ ด้วย
[caption id="attachment_151777" align="aligncenter" width="362"]
กรรมการ บริษัท ล็อกซเทรด สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด หรือ แอลทีเอสไอ เปิดเผว่า ได้เปิดตัวสินค้าคอลลา จอยน์ ภายใต้แบรนด์ริตะ (rita) หลังจากบริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทุนกับบริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด จัดตั้งแอลทีเอสไอ ด้วยทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 5 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม เนื่องจากเห็นโอกาสทางการตลาดของสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ที่ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งคาดว่าจะทำยอดขายได้ 100 ล้านบาทภายใน 2 ปี ซึ่งบริษัทมีแผนออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทด้วยยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี
ด้านนายวิทวัส มีสมมนต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ได้วางแผนผลิตและจำหน่ายสินค้าออกมาทำตลาดอย่างน้อยไตรมาสละ 1 รายการ แต่สำหรับในปีแรกนี้จะมีสินค้าทำตลาด 2 รายการ ซึ่งขณะนี้มีสินค้าอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 5 รายการ สำหรับสินค้า คอลลา จอยน์ ภายใต้แบรนด์ริตะ ที่เป็นคอลลาเจนเปปไทด์ ไทฟ์ทู ขนาด 1 หมื่นมิลลิกรัมต่อขวด จำหน่ายในราคาขวดละ 90 บาท ซึ่งจับตลาดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่ดูแลสุขภาพ และผู้ที่ออกกำลังกาย อายุตั้งแต่ 28 ปีขึ้นไป ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
“ปัจจุบันในท้องตลาดสินค้าคอลลาเจนส่วนใหญ่จะเป็นไทฟ์ 1 และไทฟ์ 3 ที่มุ่งเน้นในเรื่องความสวยงาม แต่หากเป็นไทฟ์ 2 จะเน้นเรื่องการดูแลกระดูกและข้อ และคอลลาเจนไทฟ์ 2 ที่มีวางจำหน่ายก็เป็นรูปแบบผง หรือเม็ด แต่ของบริษัทเป็นชนิดพร้อมดื่ม ซึ่งในท้องตลาดยังมีช่องว่างเพราะส่วนใหญ่มีปริมาณคอลลาเจนเพียง 1,000-5,000 มิลลิกรัมจำหน่ายในราคาขวดละ 20-100 บาท ปัจจุบันตลาดคอลลาเจนพร้อมดื่มมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตในอัตรา 7-8% ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่ง 5% ภายใน 2 ปีหรือมียอดขาย 100 ล้านบาท ”
ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และอีคอมเมิร์ซเป็นหลักสัดส่วน 80% และยังวางจำหน่ายผ่านร้านสุขภาพและความงามด้วยในสัดส่วน 20% โดยได้เตรียมงบประมาณการตลาดไว้ 20% หรือประมาณ 10 ล้านบาทในแรก เพื่อทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้การรีวิวและการสร้างกระแสปากต่อปาก รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งต่างๆ ด้วย






