thansettakij
thansettakij
ล็อกซเล่ฯลุยตลาดเสริมอาหารตั้งเป้า 1,000 ล้าน

ล็อกซเล่ฯลุยตลาดเสริมอาหารตั้งเป้า 1,000 ล้าน

18 พ.ค. 60 | 11:52 น.
อัปเดตล่าสุด :18 พ.ค. 60 | 18:52 น.
ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง ผนึก สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น ลุยตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  ตั้งเป้า 5 ปีโกย 1,000 ล้าน ประเดิมแบรนด์ริตะ 2ปี ทำยอด 100 ล้าน

rita01 ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่สนใจดูแลสุขภาพของตนเอง  ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดกว่า 7 หมื่นล้านบาท เติบโต 5%  ซึ่งแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพสัดส่วน  78%  เพื่อความงาม 21% และเพื่อสมรรถภาพทางเพศ 1%  ซึ่งพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานอายุ 28-30 ปี  มีการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบริโภคเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาทเพื่อการดูแลตนเอง  และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

[caption id="attachment_151777" align="aligncenter" width="362"] นางโกสุม สินเพิ่มสุขสกุล นางโกสุม สินเพิ่มสุขสกุล[/caption]

กรรมการ  บริษัท ล็อกซเทรด สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด  หรือ แอลทีเอสไอ เปิดเผว่า ได้เปิดตัวสินค้าคอลลา จอยน์  ภายใต้แบรนด์ริตะ (rita)  หลังจากบริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน)  ได้ร่วมทุนกับบริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด จัดตั้งแอลทีเอสไอ ด้วยทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 5 ล้านบาท  เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม   เนื่องจากเห็นโอกาสทางการตลาดของสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม  ที่ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี  ซึ่งคาดว่าจะทำยอดขายได้ 100 ล้านบาทภายใน 2 ปี  ซึ่งบริษัทมีแผนออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทด้วยยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

ด้านนายวิทวัส  มีสมมนต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด  กล่าวว่า ได้วางแผนผลิตและจำหน่ายสินค้าออกมาทำตลาดอย่างน้อยไตรมาสละ 1 รายการ  แต่สำหรับในปีแรกนี้จะมีสินค้าทำตลาด 2 รายการ  ซึ่งขณะนี้มีสินค้าอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 5 รายการ  สำหรับสินค้า คอลลา จอยน์ ภายใต้แบรนด์ริตะ  ที่เป็นคอลลาเจนเปปไทด์ ไทฟ์ทู ขนาด 1 หมื่นมิลลิกรัมต่อขวด  จำหน่ายในราคาขวดละ 90 บาท ซึ่งจับตลาดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่ดูแลสุขภาพ  และผู้ที่ออกกำลังกาย  อายุตั้งแต่ 28 ปีขึ้นไป  ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

“ปัจจุบันในท้องตลาดสินค้าคอลลาเจนส่วนใหญ่จะเป็นไทฟ์ 1 และไทฟ์ 3 ที่มุ่งเน้นในเรื่องความสวยงาม  แต่หากเป็นไทฟ์ 2 จะเน้นเรื่องการดูแลกระดูกและข้อ  และคอลลาเจนไทฟ์ 2 ที่มีวางจำหน่ายก็เป็นรูปแบบผง หรือเม็ด แต่ของบริษัทเป็นชนิดพร้อมดื่ม  ซึ่งในท้องตลาดยังมีช่องว่างเพราะส่วนใหญ่มีปริมาณคอลลาเจนเพียง 1,000-5,000 มิลลิกรัมจำหน่ายในราคาขวดละ 20-100  บาท  ปัจจุบันตลาดคอลลาเจนพร้อมดื่มมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท  เติบโตในอัตรา 7-8% ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่ง 5% ภายใน 2 ปีหรือมียอดขาย 100 ล้านบาท ”

ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และอีคอมเมิร์ซเป็นหลักสัดส่วน 80%  และยังวางจำหน่ายผ่านร้านสุขภาพและความงามด้วยในสัดส่วน 20%  โดยได้เตรียมงบประมาณการตลาดไว้ 20% หรือประมาณ 10 ล้านบาทในแรก  เพื่อทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก  โดยเฉพาะการใช้การรีวิวและการสร้างกระแสปากต่อปาก  รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งต่างๆ ด้วย