
"ซุป" แนะรัฐพูดความจริงเรื่องศก.กับประชาชน
วันที่ 17 พ.ค.60-ในงานสัมมนา บทบาทของไทยในความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ( อังค์ถัด) กล่าวว่า ปัจจุบันการค้าชายแดนของไทยเติบโตมาก มีการส่งออกสินค้าเยอะกว่าในอดีต แต่รัฐบาลจำเป็นต้องนำระบบไอทีเข้ามาปรับปรุงระบบศุลกากรให้เบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ( วัน สต็อป เซ็นเตอร์) ส่วนการจัดเก็บภาษีไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่เป็นปัญหา คือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การกำหนดมาตรฐานสินค้าสูง พร้อมยอมรับว่าขณะนี้การดำเนินโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่มีความคืบหน้า จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลว่าเหตุใดเอกชนจึงไม่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ พื้นที่ดังกล่าวมีเส้นทางคมนาคมเหมาะสมหรือไม่ มีสาธารณูปโภคครบถ้วนหรือไม่ และเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเพื่อนบ้านมีต้นทุนที่ดินถูกกว่าของไทยหรือไม่ เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษมีความสำคัญต่อบทบาทของไทยในภูมิภาค
นอกจากนี้ มองว่าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี )เป็นโครงการที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ โดยต้องเน้นส่งเสริมให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นจุดขนส่งสินค้าเร็ว เช่น สินค้าแฟชั่น รวมถึงควรเชื่อมโยงโครงการด้านเศรษฐกิจของไทยและของกลุ่มอาเซปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง( One Belt One Road ) เพราะนโยบายดังกล่าวจะช่วยยกระดับทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
นายศุภชัย ยังระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วง เพราะมีข้อถกเถียงเกิดขึ้นเยอะในสังคม จึงอยากให้รัฐบาลออกมาพูดข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน เพราะปัจจุบันการลงทุนของภาคเอกชนเกิดขึ้นน้อย ส่วนใหญ่จะเติบโตที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะภาคอสังหาฯ ยังมีโอกาสเกิดภาวะฟองสบู่จากสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการลงทุนเอกชน ที่แม้จะมีกระแสเงินสดสูง และมีรายได้จากโครงการภาครัฐ แต่ไม่ลงทุนพัฒนาคน พัฒนานวัตกรรม และขยายกิจการ กลับเน้นการจ่ายเงินปันผลกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ โดยหากเปรียบเทียบข้อมูลการจ่ายปันผลของไทยกับอาเซียน จะพบว่าไทยจ่ายปันผลมากสุด ทั้งที่ควรนำเงินไปพัฒนาเรื่องอื่นที่มีความจำเป็นและสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า
นอกจากนี้ มองว่าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี )เป็นโครงการที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ โดยต้องเน้นส่งเสริมให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นจุดขนส่งสินค้าเร็ว เช่น สินค้าแฟชั่น รวมถึงควรเชื่อมโยงโครงการด้านเศรษฐกิจของไทยและของกลุ่มอาเซปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง( One Belt One Road ) เพราะนโยบายดังกล่าวจะช่วยยกระดับทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
นายศุภชัย ยังระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วง เพราะมีข้อถกเถียงเกิดขึ้นเยอะในสังคม จึงอยากให้รัฐบาลออกมาพูดข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน เพราะปัจจุบันการลงทุนของภาคเอกชนเกิดขึ้นน้อย ส่วนใหญ่จะเติบโตที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะภาคอสังหาฯ ยังมีโอกาสเกิดภาวะฟองสบู่จากสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการลงทุนเอกชน ที่แม้จะมีกระแสเงินสดสูง และมีรายได้จากโครงการภาครัฐ แต่ไม่ลงทุนพัฒนาคน พัฒนานวัตกรรม และขยายกิจการ กลับเน้นการจ่ายเงินปันผลกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ โดยหากเปรียบเทียบข้อมูลการจ่ายปันผลของไทยกับอาเซียน จะพบว่าไทยจ่ายปันผลมากสุด ทั้งที่ควรนำเงินไปพัฒนาเรื่องอื่นที่มีความจำเป็นและสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า






