thansettakij
thansettakij
"กอบกาญจน์"ผนึกกระทรวงเกษตร ปั้นไทยเป็นฮับการท่องเที่ยวเชิงอาหารโลก

"กอบกาญจน์"ผนึกกระทรวงเกษตร ปั้นไทยเป็นฮับการท่องเที่ยวเชิงอาหารโลก

17 พ.ค. 60 | 05:58 น.
อัปเดตล่าสุด :17 พ.ค. 60 | 12:58 น.
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาจับมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสานพลังประชารัฐชูเมนูพรีเมี่ยมข้าว 6 พันธุ์ - ผลไม้ตะวันออก พร้อมผืนนาเกษตรอินทรีย์ ปั้นไทยให้ขึ้นชื่อเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอาหารโลก” (Gastronomy Tourism)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายเชิงชีวภาพ และวัฒนธรรมด้านอาหารมายาวนาน สามารถใช้จุดแข็งและความได้เปรียบทางการเกษตร มาต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ อาหารไทยเป็นสิ่งจูงใจอย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุด สภาอาหารริมทางโลก (World Street Food Congress) ยกให้เมนูหอยทอด เป็น 1 ใน 3
โดยคว้าอันดับที่ 3 ของอาหารที่ขึ้นชื่อมากที่สุดและร้านอาหารไทย ยังได้รับรางวัลร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียอย่าง Asia’s 50 Best Restaurants และในระหว่างนี้ได้ทำงานใกล้ชิดกับ กทม. เพื่อหาแนวทางการจัดระเบียบสตรีทฟู้ดร่วมกัน โดยเริ่มที่ ถนนเยาวราช ถนนข้าวสาร และถนนทองหล่อ เพราะเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมและเป็นที่รู้จักระดับโลก กระทรวงท่องเที่ยวฯ เสนอให้คงรักษาความเป็นอัตลักษณ์หรือกลิ่นอายแบบเดิมที่นักท่องเที่ยวชอบให้ได้มากที่สุด เพราะถือเป็นจุดขายสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายด้านอาหาร

นางกอบกาญจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมลงนามความตกลง ว่าด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงาน “UNWTO World Forum on Gastronomy Tourism ครั้งที่ 4”  ในการประชุมองค์การการท่องเที่ยวโลก เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2560 ที่เมืองซานเซบาสเตียน ประเทศสเปน
ในขณะเดียวกันก็ยังสานต่อโครงการเส้นทางอาหารตามรอยวัตถุดิบโครงการหลวง ซึ่งมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว เตรียมจัด “กูเม่ร์ทริปส์” (Gourmet Trips) อย่างต่อเนื่อง และเร่งให้ ททท. เดินหน้าโครงการ The Michelin Guide Thailand โดยฉบับแรกจะออกมาปลายปีนี้ ซึ่งไทยจะเป็นประเทศที่ 6 ในภูมิภาคนี้ที่ได้ Michelin Star นอกเหนือจาก ญี่ปุ่น จีน เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกง

"ได้ผลักดันให้เกิด Gastronomy Mice โดยขอความร่วมมือผ่าน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ( กกร- สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย) ให้หน่วยงานเอกชน จัดประชุมสัมมนาข้ามภาคเพิ่มกิจกรรมเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ ใช้อาหารท้องถิ่นในการจัดประชุม ซื้อสินค้าชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น"รมว.ท่องเที่ยว กล่าว

ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะให้การสนับสนุนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดงาน“เกษตรกรไทยก้าวไกล  ใต้ร่มพระบารมี” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สวนลุมพินี ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2560 นี้  โดยมีภาคเกษตรจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ด้านความร่วมมือกับกลุ่มประชารัฐ ตามโครงการ Amazing Thai Taste ททท. จะร่วมจัดงานมหกรรมอาหารจานเด็ด "อร่อยแบบไทย เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร Amazing Tastes Festival 2017  ระหว่างวันที่ 8- 11 มิถุนายน โดยรวบรวมอาหารไทย ร้านค้าริมทาง และการแสดงหลากหลาย มาไว้ในงานนี้ที่ลานกิจกรรมสถานีแอร์พอร์ตลิงค์  มักกะสัน นอกจากนี้ยังเดินหน้าสร้างความรับรู้ และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอาหารไทย ข้าวไทย และผลไม้ไทยทั้งคนไทยและต่างชาติ เพื่อกระจายรายได้จากการบริโภคไปสู่เกษตรกร รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานและราคาให้สินค้าอาหารไทยเป็น Premium Product นั้น  ได้นำร่องการจัดทำ Rice List Menu 2 โครงการคือ

1. โรงแรมไทย เริ่มที่ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ  เตรียมเพิ่มเมนูข้าว 6 พันธุ์ สำหรับบุฟเฟ่ต์ ซึ่งจากเดิมใช้เพียงข้าวหอมมะลิเพียงอย่างเดียว โดยได้คัดเลือกพันธุ์ข้าวท้องถิ่นในการส่งเสริมจำนวน 6 พันธุ์ ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ 2.ข้าวสินเหล็ก 3.ข้าวไรซ์เบอรี่ 4.ข้าวมะลินิลสุรินทร์ 5.ข้าวทับทิมชุมแพ และ 6.ข้าวสังข์หยด

2. ร้านอาหารไทย เริ่มนำร่องโครงการในร้านอาหารไทย ภายในกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 ร้าน   ด้วยการคัดเลือกพันธุ์ข้าวท้องถิ่น จำนวน 4 พันธุ์ สร้างวัตกรรมข้าวท้องถิ่นพร้อมรับประทาน ได้แก่ 1. ข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์ 2. ข้าวเหนียวลืมผัว 3. ข้าวสังข์หยด และ 4. ข้าวหอมมะลิแดง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเลือกรับประทานข้าวถิ่นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้ง ยังเป็นการลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการของร้านอาหารสำหรับการหุงข้าวท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหารที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมจัดงานขึ้นในเดือนพฤษภาคม โดย ททท.ร่วมกับ 4 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี จัด "งานเทศกาลสวนผลไม้ และของดีภาคตะวันออก" ประจำปี 2560 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro Tourism) สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม มีสวนผลไม้ระยอง จันทบุรี ตราด เข้าร่วมกว่า 40 สวน โดยมีเงื่อนไขคิดเป็นอิ่มละ 150-450 บาท และ ททท.ได้จัดทำโปรโมชั่นพิเศษ แจกคูปองชิมผลไม้มูลค่า 100 บาท นำมาหักส่วนลดของราคาค่าเข้าสวนผลไม้ จำนวน 20 แห่ง จาก 4 จังหวัดภาคตะวันออก คาดการณ์รายได้จากการเข้าสวนผลไม้ปีนี้กระจายรายได้กว่า 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา

อีกทั้งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานบุญบั้งไฟ ที่ยโสธร ซึ่งเป็นจังหวัดต้นแบบในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ทางจังหวัดจัดทำโครงการ “ร่วมลงขัน ชวนกันไปทำนา  2560”  โดยจับคู่เกษตรกร และเลือกพื้นที่ทำนาให้แก่ผู้ร่วมโครงการท่านที่สนใจสามารถร่วมลงขันได้ กรณีที่ลงขัน 3,000 บาท จะได้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 50 กิโลกรัม หากลงขัน 5,000 บาท ได้ 100 กิโลกรัม เป็นต้น ทั้งนี้ได้เชิญชวนให้ผู้ร่วมลงขันมาทำนากับเกษตรกรในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง แบบไทเท่ ได้อีกรูแบบหนึ่ง โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะปรับพื้นที่การเกษตรให้เป็นเกษตรอินทรีย์ ตามเป้าหมาย 1 แสนไร่ โดยปัจจุบันเข้าสู่ระบบแล้ว 8 หมื่นไร่ และยังเป็นการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer (YSF) เพื่อทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุและสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำเกษตร

สำหรับรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยว ณ ปัจจุบน พบว่าสถิติจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ปี60 มีนักท่องเที่ยวสะสมรวมกว่า 12 ล้านคนแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสะสม จำนวน 13,115,602 คน ก่อให้เกิดรายได้ 674,017.84 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 2.33 และ 4.10 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา