
“นายกฯ” ไม่ประกาศ “บีอาร์เอ็น” เป็นองค์กรก่อการร้าย
วันที่ 16 พ.ค.60-เมื่อเวลา 13.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่ฮิวแมนไรท์วอทซ์ เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศให้กลุ่มแนวร่วมปฎิวัติแห่งชาติมลายู (บีอาร์เอ็น) เป็นองค์กรก่อการร้ายเพื่อให้นานาประเทศได้เข้ามาเพิ่มแรงกดดันว่า รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในส่วนของการกระทำความผิดเพื่อป้องกันความรุนแรง แต่การจะเอาองค์กรต่างๆ เข้ามาในประเทศเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะต่างประเทศอาจเข้าใจปัญหาของไทยไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้สนับสนุนการแก้ไขปัญหา เหมือนกับที่ทำในประเทศอื่นและมีปัญหาตามมา
"ปัญหานี้มีหลายอย่างที่ซับซ้อนไม่ใช่เฉพาะการก่อเหตุความรุนแรง แต่ยังมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยาเสพติด สินค้าหนีภาษี เพราะเมื่อในพื้นที่วุ่นวาย ผู้ก่อเหตุก็เคลื่อนไหวได้สะดวก"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวด และประชาชนในพื้นที่ต่างเข้าใจในปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐมากขึ้น แต่หากมีการให้เครดิตแก่ผู้ก่อเหตุมาก ก็จะเพิ่มแรงกดดันแก่ฝ่ายรัฐ เพราะองค์กรที่ก่อเหตุที่ยูเอ็นเอ่ยชื่อมานั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ยกระดับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศในอาเซียนคือจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แต่พร้อมจะให้การสนับสนุน เช่นที่มาเลเซียให้การสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาคือแนวทางการพัฒนา โดยจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความรักและปกป้องพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งวันนี้ประชาชนในพื้นที่ต่างไม่เชื่อคำบิดเบือน แต่ยังมีความหวาดกลัว ดังนั้นมาตรการทางทหารและกฎหมายจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตามไม่อยากให้นักวิชาการนำเสนอมุมมองของปัญหาเพียงแค่ด้านเดียว เพราะการนำต่างชาติเข้ามาจะแก้ไขปัญหาไม่จบสิ้น เพราะปัญหาในพื้นที่นี้ไม่เหมือนที่อื่น
"ปัญหานี้มีหลายอย่างที่ซับซ้อนไม่ใช่เฉพาะการก่อเหตุความรุนแรง แต่ยังมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยาเสพติด สินค้าหนีภาษี เพราะเมื่อในพื้นที่วุ่นวาย ผู้ก่อเหตุก็เคลื่อนไหวได้สะดวก"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวด และประชาชนในพื้นที่ต่างเข้าใจในปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐมากขึ้น แต่หากมีการให้เครดิตแก่ผู้ก่อเหตุมาก ก็จะเพิ่มแรงกดดันแก่ฝ่ายรัฐ เพราะองค์กรที่ก่อเหตุที่ยูเอ็นเอ่ยชื่อมานั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ยกระดับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศในอาเซียนคือจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แต่พร้อมจะให้การสนับสนุน เช่นที่มาเลเซียให้การสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาคือแนวทางการพัฒนา โดยจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความรักและปกป้องพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งวันนี้ประชาชนในพื้นที่ต่างไม่เชื่อคำบิดเบือน แต่ยังมีความหวาดกลัว ดังนั้นมาตรการทางทหารและกฎหมายจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตามไม่อยากให้นักวิชาการนำเสนอมุมมองของปัญหาเพียงแค่ด้านเดียว เพราะการนำต่างชาติเข้ามาจะแก้ไขปัญหาไม่จบสิ้น เพราะปัญหาในพื้นที่นี้ไม่เหมือนที่อื่น






