thansettakij
thansettakij
แปรรูปปตท.รอบ 2 สะดุด รัฐถามประชาชนได้ประโยชน์อะไร

แปรรูปปตท.รอบ 2 สะดุด รัฐถามประชาชนได้ประโยชน์อะไร

15 พ.ค. 60 | 03:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 พ.ค. 60 | 09:00 น.
การปรับโครงสร้างธุรกิจ ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่จะมีการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจ คิดเป็นมูลค่าราว 1.21 แสนล้านบาท ให้กับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัดหรือพีทีทีโออาร์ โดยปตท.จะยังถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 45 % ส่วนที่เหลือจะกระจายหุ้นให้ประชาชนและนักลงทุน

โดยปตท.ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้ จะช่วยสร้างความชัดเจนในโครงสร้างองค์กรของ ปตท. มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและบริหารจัดการกิจการในกลุ่มเพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และจะมีส่วนช่วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีไทย ขยายธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับพีทีทีโออาร์ และเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยมากขึ้น จะช่วยเสริมสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในสายตาของสาธารณชนต่อการดำเนินธุรกิจ และยังเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ไม่ประสงค์ให้รัฐประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน

-ปตท.ยังตอบสังคมไม่ได้
แต่ในมุมมองของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน( สตง.) กับเห็นว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าว เป็นสิ่งสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนในฐานะผู้ใช้พลังงาน ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังถือหุ้นเกินกว่า 40 % มีส่วนสำคัญในการจัดการด้านพลังงานและทรัพย์สินของชาติแทนภาครัฐ การปรับโครงสร้างองค์กร จะทำให้ทรัพย์สินของชาติต้องสูญหายไป และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนผู้ใช้พลังงาน และขอให้กระทรวงพลังงานในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลปตท.พิจารณาทบทวนการปรับโครงสร้างปตท.ในครั้งนี้

เมื่อสตง.ติงมาเช่นนี้ กระทรวงพลังงานก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ และมีคำถามไปถึงปตท.ว่า การกระจายหุ้นของปตท.รอบนี้ ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร หรือเป็นเพียงการแปรรูปปตท.รอบ 2 เพื่อตอบโจทย์ให้กับนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่เท่านั้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ให้ปตท.ไปหาเหตุผลมาตอบสาธารณะชนให้ได้ เพราะหากใช้เหตุผลเพื่อการระดมทุน กระทรวงพลังงานก็เห็นว่า ฟังไม่ขึ้น

เมื่อดูผลประกอบการของปตท. โดยเฉพาะผลกำไรในแต่ละปีก็ใกล้เคียงระดับ 1 แสนล้านบาท หรือการที่ปตท.อ้างว่า เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ก็มีคำถามกลับไปว่า เวลานี้ ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ มีอะไรบ้างที่ปตท.ไม่สามารถดำเนินการได้เหมือนกับภาคเอกชน เพราะทุกวันนี้ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ฟาสต์ฟูดร้านอาหารไทย บัดเจ็ตโฮเต็ล และการไปลงทุนสร้างสถานีบริการน้ำมันในต่างประเทศ ก็สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับเอกชน

นอกจากนี้ การที่ปตท.อ้างถึงเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ไม่ประสงค์ให้รัฐประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน แต่ด้วยแบรนด์ของปตท.ที่ใช้อยู่นั้นมีมูลค่าทางธุรกิจ พีทีทีโออาร์ ยอมที่จะจ่ายค่าเช่าแบรนด์ หรือเปลี่ยนแบรนด์เปลี่ยนโลโก้ไปใช้อย่างอื่นได้หรือไม่

-ปรับโครงสร้างสะดุด
ทั้งหมดนี้ ยังเป็นคำถามคาใจ ที่ปตท.จะต้องตอบมาให้ชัด ว่าปรับโครงสร้างแล้วใครได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้กระทรวงพลังงานเองก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากปตท.แต่อย่างใด ที่จะใช้อธิบายสังคม หากอนุมัติให้ปตท.ปรับโครงสร้างธุรกิจไปแล้ว

ล่าสุดจึงเห็นนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ออกมายอมรับว่า การโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้พีทีทีโออาร์มูลค่า 1.21 แสนล้านบาท และการเสนอขายหุ้นสามัญของพีทีทีโออาร์ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ปตท. เมื่อวัน 28 เมษายนที่ผ่านมา คาดว่ากระบวนการโอนทรัพย์สินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกดังกล่าว อาจมีความล่าช้าจากแผนเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

เมื่อปตท.ยังไม่สามารถตอบข้อสงสัยดังกล่าวได้ การนำพีทีทีโออาร์ กระจายหุ้นในตลาดฯอาจจะสะดุดลงได้ หากเพียงเพื่อนำธุรกิจที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักลงทุน โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,261 วันที่ 14 - 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560