
เข้ม!มาตรการหนุน‘คนจน’นักวิชาการแนะช่วยคนขยัน
วันที่ 15 พฤษภาคม สัปดาห์หน้านี้ เป็นวันสุดท้ายที่รัฐบาลเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบ 2 (3 เมษายน-15 พฤษภาคม 2560) ซึ่งคาดว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนราว 14-15 ล้านราย แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ “สวัสดิการแห่งรัฐรอบ2” หรือที่เรียกกันว่าแจกเงินคนจนรอบนี้รัฐบาลได้กำหนดกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างจากรอบที่แล้ว อย่างน่าสนใจคือ นอกจากกำหนดว่าต้องสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไปแล้ว เป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 1 แสนบาทแล้ว รัฐยังได้ตั้งหลักเกณฑ์เพิ่มเติมอีก 2 ข้อคือ
*เกณฑ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
1. ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีหรือมีทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก ,สลากออมสิน,พันธบัตร ฯลฯ )รวมกันต้องไม่เกิน 1 แสนบาท และ2.ต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต้องเข้าเกณฑ์กำหนด คือ กรณีมีบ้านพร้อมที่ดินเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียว ต้องเป็นบ้าน หรือ ทาวน์เฮ้าส์ไม่เกิน 25 ตารางวา ,กรณีที่เป็นที่อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ หรือการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรพื้นที่ต้องไม่เกิน 1 ไร่ และกรณีที่ดินหากเพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 10 ไร หรือเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรก็ต้องไม่เกิน 1 ไร่ ซึ่งเป็นการกลั่นกรองเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย”คนจน” อย่างถูกตัว !
นอกจากกฎเกณฑ์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาแล้ว “รูปแบบการช่วยเหลือ” ถูกจับตาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะรอบแรกรัฐได้หว่านเม็ดเงิน 1.75 หมื่นล้านบาท โอนเข้าบัญชี (เมื่อ 1 ธันวาคม-30 ธันวาคม 2559) แจกให้รายละ 1,500 บาท สำหรับผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 แสนบาท และให้รายละ 3,000 บาท กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี รวมทั้งสิ้น 7.52 ล้านคน จนถูกโจมตีเป็นนโยบายประชานิยม และเป็นกระตุ้นผิดจังหวะเพราะเป็นการแจกเงินสดในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว
*‘สมคิด’ เร่งสรุป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจ , กองทุนหมู่บ้าน และกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน โดยแบ่งป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี และกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มหลังซึ่งเป็นกลุ่มรายได้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน และจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่ามีประมาณ 4 ล้านคน จะหาทางเติมเต็มรายได้ให้พ้นเส้นความยากจนอย่างไร ? คาดจะได้ข้อสรุปเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่เกินกลางเดือนกันยายน ก่อนจะดำเนินการช่วยเหลือด้านสวัสดิการผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อยในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยเตรียมงบในเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาท
โดยหนึ่งในแนวทาง นอกจากการโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการ เพื่อซื้อสินค้าดำรงชีพในร้านประชารัฐ อาทิ ธงฟ้า โอท๊อป ที่นายอภิศักดิ์ กล่าวถึงก็คือ การส่งเสริมหาอาชีพและอาจโอนเงินผ่านบัตรฯให้ในลักษณะเงินโอน แก้จน คนขยัน( Negative Income Tax :NIT) หรือ “การคืนภาษีคนจน” ที่ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในยุคนายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีคลัง เคยเสนอให้รัฐบาลนำแนวทาง NIT มาใช้แทนนโยบายประชานิยม บนเงื่อนไขที่ว่า ผู้ที่ได้รับเงินโอนจะต้องทำงานและต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากทำงานแล้วรายได้ไม่เพียงพอ รัฐจึงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เช่นรัฐโอนเงินคืนให้ในอัตรา 20% กล่าวคือในทุกๆบาทที่ทำงานมีรายได้ จะได้รับเงินสมทบจากรัฐอีก 0.20 บาท เป็นการส่งเสริมให้คนขยันทำงาน แทนที่จะคอยรอรับความช่วยเหลือ
*แนะสร้างระบบระยะยาว
ด้าน นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นเรื่องนี้ กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าเห็นด้วยกับการให้สวัสดิการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยควรที่จะสร้างระบบช่วยเหลือในระยะยาว ออกแบบการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ได้รับสวัสดิการต้องการทำงานมากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพิงโครงการประชานิยมต่างๆ แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจและกระทรวงการคลังเคยเสนอมาแล้วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คือ NIT ซึ่งผู้มีรายได้น้อยจะได้รับเงินช่วยเหลือก็ต่อเมื่อเขาตัดสินใจทำงาน โดยเงินสวัสดิการจะคิดเป็นสัดส่วนของเงินจากการทำงาน
อาจารย์คนเดียวกันตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการ NIT มีข้อพึงระวัง 2 ด้าน 1.มาตรการจะสร้างแรงจูงใจทั้งด้านบวกและลบ และ 2.ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่การตรวจสอบว่าใครเป็นคนจนจริงๆทำได้ยาก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทำให้สังคมมั่นใจว่า ระบบการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยที่ทำอยู่สามารถคัดกรองคนจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเงินของโครงการนี้ไปสู่คนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
*‘กรณ์’ยกมือเชียร์แต่...
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐควรเร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้ให้เร็ว โปร่งใส และยุติธรรม ปิดช่องการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในสิ่งที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันก็ควรเร่งผลักดัน โครงการประกันรายได้เกษตรกร เพราะเกษตรกรในหลายพื้นที่ยังได้รับความเดือดร้อน จากรายได้พืชผลการผลิตต่ำ
*ให้การบ้านแบงก์รัฐ
ต่อประเด็นนี้ นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ ( สทบ.) แนวทางช่วยเหลือยังไม่สรุปเป็นรูปแบบใดขึ้นอยู่กับบริบท ท่าน (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ให้การบ้าน แบงก์รัฐ และกองทุนหมู่บ้าน ไปคิดทำโครงการช่วยผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส หากอยู่บนฐานเรื่องเดียวกันก็ให้ประสานร่วมกันทำมา และค่อยมาพิจารณากันอีกที ซึ่งสทบ.จะประชุมเครือข่ายกองทุนใช้เวลา 2 สัปดาห์ คาดต้นเดือนมิถุนายนน่าจะได้ข้อสรุป
คงต้องจับตาว่ามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รอบใหม่ จะบรรเทาความเดือนร้อนอย่างตรงจุด และยกระดับกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ให้สามารถดำรงชีวิตมีอาชีพทำโดยไม่สร้างวัฒนธรรมเสพติดการช่วยเหลือ ได้มากน้อยอย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
*เกณฑ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
1. ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีหรือมีทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก ,สลากออมสิน,พันธบัตร ฯลฯ )รวมกันต้องไม่เกิน 1 แสนบาท และ2.ต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต้องเข้าเกณฑ์กำหนด คือ กรณีมีบ้านพร้อมที่ดินเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียว ต้องเป็นบ้าน หรือ ทาวน์เฮ้าส์ไม่เกิน 25 ตารางวา ,กรณีที่เป็นที่อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ หรือการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรพื้นที่ต้องไม่เกิน 1 ไร่ และกรณีที่ดินหากเพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 10 ไร หรือเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรก็ต้องไม่เกิน 1 ไร่ ซึ่งเป็นการกลั่นกรองเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย”คนจน” อย่างถูกตัว !
นอกจากกฎเกณฑ์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาแล้ว “รูปแบบการช่วยเหลือ” ถูกจับตาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะรอบแรกรัฐได้หว่านเม็ดเงิน 1.75 หมื่นล้านบาท โอนเข้าบัญชี (เมื่อ 1 ธันวาคม-30 ธันวาคม 2559) แจกให้รายละ 1,500 บาท สำหรับผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 แสนบาท และให้รายละ 3,000 บาท กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี รวมทั้งสิ้น 7.52 ล้านคน จนถูกโจมตีเป็นนโยบายประชานิยม และเป็นกระตุ้นผิดจังหวะเพราะเป็นการแจกเงินสดในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว
*‘สมคิด’ เร่งสรุป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจ , กองทุนหมู่บ้าน และกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน โดยแบ่งป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี และกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มหลังซึ่งเป็นกลุ่มรายได้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน และจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่ามีประมาณ 4 ล้านคน จะหาทางเติมเต็มรายได้ให้พ้นเส้นความยากจนอย่างไร ? คาดจะได้ข้อสรุปเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่เกินกลางเดือนกันยายน ก่อนจะดำเนินการช่วยเหลือด้านสวัสดิการผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อยในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยเตรียมงบในเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาท
โดยหนึ่งในแนวทาง นอกจากการโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการ เพื่อซื้อสินค้าดำรงชีพในร้านประชารัฐ อาทิ ธงฟ้า โอท๊อป ที่นายอภิศักดิ์ กล่าวถึงก็คือ การส่งเสริมหาอาชีพและอาจโอนเงินผ่านบัตรฯให้ในลักษณะเงินโอน แก้จน คนขยัน( Negative Income Tax :NIT) หรือ “การคืนภาษีคนจน” ที่ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในยุคนายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีคลัง เคยเสนอให้รัฐบาลนำแนวทาง NIT มาใช้แทนนโยบายประชานิยม บนเงื่อนไขที่ว่า ผู้ที่ได้รับเงินโอนจะต้องทำงานและต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากทำงานแล้วรายได้ไม่เพียงพอ รัฐจึงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เช่นรัฐโอนเงินคืนให้ในอัตรา 20% กล่าวคือในทุกๆบาทที่ทำงานมีรายได้ จะได้รับเงินสมทบจากรัฐอีก 0.20 บาท เป็นการส่งเสริมให้คนขยันทำงาน แทนที่จะคอยรอรับความช่วยเหลือ
*แนะสร้างระบบระยะยาว
ด้าน นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นเรื่องนี้ กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าเห็นด้วยกับการให้สวัสดิการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยควรที่จะสร้างระบบช่วยเหลือในระยะยาว ออกแบบการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ได้รับสวัสดิการต้องการทำงานมากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพิงโครงการประชานิยมต่างๆ แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจและกระทรวงการคลังเคยเสนอมาแล้วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คือ NIT ซึ่งผู้มีรายได้น้อยจะได้รับเงินช่วยเหลือก็ต่อเมื่อเขาตัดสินใจทำงาน โดยเงินสวัสดิการจะคิดเป็นสัดส่วนของเงินจากการทำงาน
อาจารย์คนเดียวกันตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการ NIT มีข้อพึงระวัง 2 ด้าน 1.มาตรการจะสร้างแรงจูงใจทั้งด้านบวกและลบ และ 2.ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่การตรวจสอบว่าใครเป็นคนจนจริงๆทำได้ยาก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทำให้สังคมมั่นใจว่า ระบบการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยที่ทำอยู่สามารถคัดกรองคนจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเงินของโครงการนี้ไปสู่คนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
*‘กรณ์’ยกมือเชียร์แต่...
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐควรเร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้ให้เร็ว โปร่งใส และยุติธรรม ปิดช่องการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในสิ่งที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันก็ควรเร่งผลักดัน โครงการประกันรายได้เกษตรกร เพราะเกษตรกรในหลายพื้นที่ยังได้รับความเดือดร้อน จากรายได้พืชผลการผลิตต่ำ
*ให้การบ้านแบงก์รัฐ
ต่อประเด็นนี้ นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ ( สทบ.) แนวทางช่วยเหลือยังไม่สรุปเป็นรูปแบบใดขึ้นอยู่กับบริบท ท่าน (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ให้การบ้าน แบงก์รัฐ และกองทุนหมู่บ้าน ไปคิดทำโครงการช่วยผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส หากอยู่บนฐานเรื่องเดียวกันก็ให้ประสานร่วมกันทำมา และค่อยมาพิจารณากันอีกที ซึ่งสทบ.จะประชุมเครือข่ายกองทุนใช้เวลา 2 สัปดาห์ คาดต้นเดือนมิถุนายนน่าจะได้ข้อสรุป
คงต้องจับตาว่ามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รอบใหม่ จะบรรเทาความเดือนร้อนอย่างตรงจุด และยกระดับกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ให้สามารถดำรงชีวิตมีอาชีพทำโดยไม่สร้างวัฒนธรรมเสพติดการช่วยเหลือ ได้มากน้อยอย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






