thansettakij
thansettakij
สปท.แนะยึดแบบอียู-เลิกเก็บรายย่อย บี้ภาษีอี-คอมเมิร์ซข้ามชาติ

สปท.แนะยึดแบบอียู-เลิกเก็บรายย่อย บี้ภาษีอี-คอมเมิร์ซข้ามชาติ

10 พ.ค. 60 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :10 พ.ค. 60 | 07:12 น.
กรณีที่“กรมสรรพากร” เร่งแก้กฎหมายให้มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนทำให้คนในวงการอี-คอมเมิร์ซในประเทศตื่นตัวอย่างมาก

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยกับ “ทีมข่าวเฉพาะกิจสปริงนิวส์ทีวีช่อง19” ว่าที่มาของแนวคิดการเก็บภาษีจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมาจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ด้านการสื่อสารมวลชน ที่มองเห็นรายได้ค่าโฆษณาที่อยู่ในสื่ออี-คอมเมิร์ซที่ส่งไปยังโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ เฉพาะประเทศไทยมีมากกว่า 5หมื่นล้านบาท แต่ผู้ที่ลงโฆษณาคือผู้ประกอบการในประเทศไทย คนที่ใช้ก็คือคนในประเทศไทย บริษัทต่างชาติไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวจากการทำธุรกรรมอี-คอมเมิร์ซ

โดยสปท.ต้องการให้เก็บภาษีจากอี-คอมเมิร์ซที่อยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย เช่น Google Facebook และ Line ปรากฏว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีอนุมัติ ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลัง กลายเป็นว่ากระทรวงการคลังจะเก็บภาษีทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับสปท.ที่ต้องการส่งเสริมผู้ประกอบการภายในด้วยการลดภาษี ให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้

“ต้องวิจารณ์โดยตรงว่าไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของสปท.ตั้งแต่แรก เพราะเราต้องการเก็บภาษีที่รั่วไปยังต่างประเทศปีละนับแสนล้านบาท การมาเก็บแบบเดียวกันกับผู้ประกอบการในประเทศด้วย จะทำให้เดิมศักยภาพการแข่งขัน เทคโนโลยีก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการในประเทศตาย เพราะการมาเก็บภาษีกับผู้ประกอบการในประเทศ เท่ากับเป็นการรีดเลือดจากปู เพราะเฟซบุคมีฐานคนใช้ 2 พันล้านคน ขณะที่พันทิพดอทคอม กะปุกดอทคอม สนุกดอทคอม ตลาดดอทคอม มีฐานผู้ใช้เท่าไรครับ ถ้าเข้าใจเจตนารมณ์ไม่ตรงกับสปช. ผมว่าต้องทบทวนกันใหม่”

นายไพบูลย์ บอกวิธีการเลี่ยงของบริษัทต่างชาติว่ามีการ “วางแผนภาษี” คือ ตั้งบริษัทลูกเข้าในประเทศไทย แล้วให้บริษัทลูกเป็นเหมือนตัวแทน (เอเจนซี่) หาโฆษณาในประเทศไทย พอได้โฆษณาแล้ว ก็ทำสัญญากับผู้ประกอบการของไทยกับบริษัทแม่ที่เมืองนอก

ดังนั้นเงินที่เกิดจากรายได้ที่เกิดในไทยไปอยู่ที่เมืองนอก แต่บริษัทลูกเสียภาษีน้อยถึงไม่เสียเลย บางบริษัทซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสียแค่ 5 หมื่นบาทต่อปี และบริษัทลูกก็เสียค่าลิขสิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายการค้าให้กับบริษัทแม่ จึงขาดทุน 100%

นายไพบูลย์ บอกว่า ประเทศที่สามารถเก็บภาษีจากอี-คอมเมิร์ซขนาดใหญ่ได้ ประกอบด้วย ประเทศในสหภาพยุโรป เริ่มจาก ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน อิตาลี เก็บภาษีจากยูทูป กูเกิ้ล และโซเชียลมีเดียสัญชาติอเมริกัน มีการเก็บย้อนหลัง บางประเทศเก็บย้อนหลังได้ 300-400 ล้านปอนด์ต่อปี แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างร้านกาแฟชื่อดังก็โดนเก็บภาษี กลุ่มประเทศอียูก็มองว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ 80% ทั่วโลกมาจากอเมริกา และอเมริกาประกาศตั้งแต่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ให้อี-คอมเมิร์ซปลอดภาษี 0% รายได้จึงเข้าที่บริษัทเต็ม 100% อียูจึงมองว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรมจึงเริ่มเก็บภาษี ดังนั้นประเทศไทยควรทำตามแนวนโยบายของอียู เพราะรายได้ส่วนใหญ่ไปทางอี-คอมเมิร์ซค่อนข้างมาก

“อังกฤษและฝรั่งเศสบอกว่า ถ้าไม่เข้ามาสำแดงก็จะโดนภาษีย้อนหลัง 200% เท่านั้นเอง อี-คอมเมิร์ซสัญชาติอเมริกันก็ทยอยจ่ายจริงๆประเทศไทยควรเป็นในลักษณะนั้น”

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้แนะนำว่า กรมสรรพากรต้องดูว่า แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ ถ้ามาจากประเทศไทยเก็บได้เลย แต่ที่เก็บไม่ได้เพราะการชำระเงินเขาชำระผ่านบัตรเครดิต ดังนั้นการบันทึกตรงนี้ไม่มีว่าเขามีการชำระไปเท่าไร ดังนั้นผู้ที่ตอบโจท์นี้ได้ดีที่สุดคือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะในการใช้บัตรเครดิตทั้งหมด ธนาคารในประเทศต้องไปเคลียริ่งกับระบบบัตรของธปท. ซึ่งจะมีข้อมูลเข้าออกของเงินที่ชำระไปยังต่างประเทศมีจำนวนเท่าไร ดังนั้นรัฐบาลควรรวบรวมข้อมูลสถิติจากธปท.ว่าบัตรเครดิตของธนาคารในประเทศไทยที่มีการจ่ายค่าทำธุรกรรมอี-คอมเมิร์ซต่อปีมีจำนวนเท่าไร ซึ่งคิดว่ามากกว่าแสนล้านบาท

[caption id="attachment_146930" align="aligncenter" width="503"] สปท.แนะยึดแบบอียู-เลิกเก็บรายย่อย บี้ภาษีอี-คอมเมิร์ซข้ามชาติ สปท.แนะยึดแบบอียู-เลิกเก็บรายย่อย บี้ภาษีอี-คอมเมิร์ซข้ามชาติ[/caption]

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,259 วันที่ 7 - 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560