
อีซูซุเล็งดีเซลไฮบริด จัดปิกอัพ-พีพีวีรับแต้มต่อภาษี
ดาบสองจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อ 1 มกราคมปีที่แล้ว ปัจจุบันค่ายรถยนต์กำลังตื่นตัวกับการสนับสนุนรถยนต์พลังไฟฟ้าและไฮบริด เมื่อรัฐบาลโดยบีโอไอและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมขีดเส้นสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งของเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนที่เป็นแรงจูงใจให้แก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ในเบื้องต้นจะเห็นว่ารัฐบาลเน้นไปที่รถยนต์นั่ง ยกตัวอย่างภาษีสรรพสามิต “อีวี”(รถยนต์พลังไฟฟ้าล้วน) ได้สรรพสามิตลดลงเหลือ 2% จากปัจจุบัน10% ขณะที่รถยนต์ไฮบริดและปลั๊ก-อินไฮบริด ลดลง50%จากปัจจุบันในทุกอัตรา เช่นรถไฮบริดที่ปล่อยไอเสียไม่เกิน 100 กรัม/กม. ปัจจุบันเสียสรรพสามิต 10% ก็จะเหลือเพียง 5% โดยมีข้อแม้ต้องมีการลงทุนหรือใช้แบตเตอรีที่ผลิตในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตามนโยบายใหม่นี้ รัฐบาลยังเปิดช่องให้รถยนต์อย่าง “อีโคคาร์” ที่ได้อนุมัติตามเงื่อนไขเดิมไปแล้ว เข้ามาร่วมได้ เช่นเดียวกับ“ปิกอัพ” หากใช้เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเช่นกัน ส่วนจะจัดเก็บเทาไหร่หรือจับแทรกในพิกัดไหนต้องรอข้อสรุป
โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากกรมสรรพสามิต ยืนยันว่ามีการพูดคุยในรายละเอียดของการสนับสนุนปิกอัพไฮบริดจริง แต่ยังไม่สามารถประกาศออกมาอย่างเป็นทางการได้ในขณะนี้ ทั้งนี้มีกระแสข่าวออกมาว่า อีซูซุเป็นผู้นำธงในการทำปิกอัพดีเซลไฮบริด ไปเสนอต่อรัฐบาล โดยเน้นที่ตัวถังดับเบิลแค็บและเอสยูวีที่พัฒนาบนพื้นฐานปิกอัพ(พีพีวี)
ปัจจุบันปิกอัพดับเบิลแค็บรับภาษีสรรพสามิตต่ำสุดอยู่ 12% หากปล่อยไอเสียไม่เกิน 200 กรัม/กม. ซึ่ง “อีซูซุ ดีแมคซ์” เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร ปล่อยไอเสีย 175 กรัม/กม.อยู่ในพิกัดนี้ แต่ในแนวทางเพิ่มเติมของ“ปิกอัพไฮบริด” (มีเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี) หวังขีดเส้นการปล่อยไอเสียเพิ่มมาอีกหนึ่งพิกัดคือ ถ้าทำได้ต่ำกว่า 175 กรัม/กม.สรรพสามิตจะลดการเก็บภาษีเหลือ 10% หรือลดลง 2%
“จากแนวทางสนับสนุนรถยนต์อีวี-ไฮบริดของรัฐบาล ทางอีซูซุมีความสนใจเพราะมีเทคโนโลยีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการตัดสินใจอะไรเพราะต้องดูนโยบายเงื่อนไขต่างๆจากภาครัฐก่อน” นายโทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุ เชลส์ จำกัด ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2017
….ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันถึงการทำตลาดปิกอัพไฮบริดจากอีซูซุ หรือค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าเร็วๆนี้จะได้ความกระจ่าง เพราะรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ค่ายรถยนต์ที่สนใจ ส่งแผนขอการส่งเสริมการลงทุนภายในสิ้นปีนี้(ถ้าเป็น“อีวี”เส้นตายปลายปีหน้า)
ด้านนายธนวัฒน์ คุ้มสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยนต์ไทย เปิดเผยว่า แนวคิดการผลิตปิกอัพไฮบริด หรือแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด โดยส่วนตัวมองว่าหากทำจริง จะเป็นแค่การสร้างภาพลักษณ์มากกว่าเน้นขายจำนวนมากเนื่องจากรถปิกอัพมีลักษณะการใช้งานที่ต้องมีกำลัง-แรงบิดสูง ซึ่งไฮบริดอาจจะไม่สามารถตอบสนองรูปแบบการใช้งานดังกล่าวได้
“พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยซื้อรถปิกอัพมาเพื่อใช้งาน ต้องการรถที่มีแรงเยอะๆเพื่อขนส่ง ดังนั้นหากเป็นไฮบริด กำลังจะมีมากพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ และจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ คงต้องดูหลายๆปัจจัย อย่างไรก็ตามหากจะทำจริงก็คงมีการขออินเทนซีฟจากภาครัฐ ซึ่งการที่รัฐจะเคาะให้ในรูปแบบอัตราไหนนั้นก็ต้องไปดูกันอีกที”
….ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่รถพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปิกอัพก็ไม่ยอมตกขบวนเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ส่วนหนึ่งของเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนที่เป็นแรงจูงใจให้แก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ในเบื้องต้นจะเห็นว่ารัฐบาลเน้นไปที่รถยนต์นั่ง ยกตัวอย่างภาษีสรรพสามิต “อีวี”(รถยนต์พลังไฟฟ้าล้วน) ได้สรรพสามิตลดลงเหลือ 2% จากปัจจุบัน10% ขณะที่รถยนต์ไฮบริดและปลั๊ก-อินไฮบริด ลดลง50%จากปัจจุบันในทุกอัตรา เช่นรถไฮบริดที่ปล่อยไอเสียไม่เกิน 100 กรัม/กม. ปัจจุบันเสียสรรพสามิต 10% ก็จะเหลือเพียง 5% โดยมีข้อแม้ต้องมีการลงทุนหรือใช้แบตเตอรีที่ผลิตในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตามนโยบายใหม่นี้ รัฐบาลยังเปิดช่องให้รถยนต์อย่าง “อีโคคาร์” ที่ได้อนุมัติตามเงื่อนไขเดิมไปแล้ว เข้ามาร่วมได้ เช่นเดียวกับ“ปิกอัพ” หากใช้เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเช่นกัน ส่วนจะจัดเก็บเทาไหร่หรือจับแทรกในพิกัดไหนต้องรอข้อสรุป
โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากกรมสรรพสามิต ยืนยันว่ามีการพูดคุยในรายละเอียดของการสนับสนุนปิกอัพไฮบริดจริง แต่ยังไม่สามารถประกาศออกมาอย่างเป็นทางการได้ในขณะนี้ ทั้งนี้มีกระแสข่าวออกมาว่า อีซูซุเป็นผู้นำธงในการทำปิกอัพดีเซลไฮบริด ไปเสนอต่อรัฐบาล โดยเน้นที่ตัวถังดับเบิลแค็บและเอสยูวีที่พัฒนาบนพื้นฐานปิกอัพ(พีพีวี)
ปัจจุบันปิกอัพดับเบิลแค็บรับภาษีสรรพสามิตต่ำสุดอยู่ 12% หากปล่อยไอเสียไม่เกิน 200 กรัม/กม. ซึ่ง “อีซูซุ ดีแมคซ์” เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร ปล่อยไอเสีย 175 กรัม/กม.อยู่ในพิกัดนี้ แต่ในแนวทางเพิ่มเติมของ“ปิกอัพไฮบริด” (มีเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี) หวังขีดเส้นการปล่อยไอเสียเพิ่มมาอีกหนึ่งพิกัดคือ ถ้าทำได้ต่ำกว่า 175 กรัม/กม.สรรพสามิตจะลดการเก็บภาษีเหลือ 10% หรือลดลง 2%
“จากแนวทางสนับสนุนรถยนต์อีวี-ไฮบริดของรัฐบาล ทางอีซูซุมีความสนใจเพราะมีเทคโนโลยีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการตัดสินใจอะไรเพราะต้องดูนโยบายเงื่อนไขต่างๆจากภาครัฐก่อน” นายโทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุ เชลส์ จำกัด ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2017
….ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันถึงการทำตลาดปิกอัพไฮบริดจากอีซูซุ หรือค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าเร็วๆนี้จะได้ความกระจ่าง เพราะรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ค่ายรถยนต์ที่สนใจ ส่งแผนขอการส่งเสริมการลงทุนภายในสิ้นปีนี้(ถ้าเป็น“อีวี”เส้นตายปลายปีหน้า)
ด้านนายธนวัฒน์ คุ้มสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยนต์ไทย เปิดเผยว่า แนวคิดการผลิตปิกอัพไฮบริด หรือแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด โดยส่วนตัวมองว่าหากทำจริง จะเป็นแค่การสร้างภาพลักษณ์มากกว่าเน้นขายจำนวนมากเนื่องจากรถปิกอัพมีลักษณะการใช้งานที่ต้องมีกำลัง-แรงบิดสูง ซึ่งไฮบริดอาจจะไม่สามารถตอบสนองรูปแบบการใช้งานดังกล่าวได้
“พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยซื้อรถปิกอัพมาเพื่อใช้งาน ต้องการรถที่มีแรงเยอะๆเพื่อขนส่ง ดังนั้นหากเป็นไฮบริด กำลังจะมีมากพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ และจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ คงต้องดูหลายๆปัจจัย อย่างไรก็ตามหากจะทำจริงก็คงมีการขออินเทนซีฟจากภาครัฐ ซึ่งการที่รัฐจะเคาะให้ในรูปแบบอัตราไหนนั้นก็ต้องไปดูกันอีกที”
….ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่รถพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปิกอัพก็ไม่ยอมตกขบวนเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






