
ผงะเหล็กจีน ทุ่มตลาดอาเซียน40% ผู้ผลิตไทยต้องเร่งปรับตัว
ผ่านมา 4 เดือนเต็ม ความต้องการใช้เหล็กประเภทต่างๆในประเทศยังอยู่ในภาวะทรงตัว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมมาก แม้ว่าเป็นความหวังอันดับต้นๆที่จะเป็นเครื่องยนต์ในการปลุกกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2560 ก็ตาม ต่อเรื่องนี้ วิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กนับจากนี้ไป ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไทยยังต้องรับมือกับการแข่งขันจากการนำเข้าต่อไป อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเป็นคลื่นรบกวน รวมถึง3เรื่องที่ต้องรีบทำเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็ก
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากอุตสาหกรรมเหล็กในช่วง4 เดือนแรกปีนี้อยู่ในภาวะทรงตัวแล้ว ปริมาณเหล็กในประเทศก็ยังล้นตลาดอยู่จำนวนมาก สอดคล้องกับปริมาณเหล็กในโลกที่ประเมินกันว่ามีส่วนเกินอยู่ในตลาดมากถึง300 ล้านตัน โดยปริมาณเหล็กที่ทะลักเข้ามาในตลาดโลกนั้นมาจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นหลัก
พอกลับมาดูตลาดในไทยพบว่าเมื่อปลายปี 2559 ราคาเหล็กมีการปรับตัวสูงขึ้น คนก็แห่ซื้อเหล็กตุนกันมาก เพราะตื่นตระหนกว่าในช่วงต้นปี 2560 ราคาเหล็กจะยิ่งปรับตัวสูงยิ่งขึ้นอีก ทำให้ปี 2559 มีความต้องการใช้เหล็กในประเทศสูงขึ้น19 ล้านตันส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน เทียบกับปีก่อนหน้านั้น(2558)อยู่ที่ 16-17 ล้านตัน ทำให้สถานการณ์เหล็กช่วงไตรมาสแรกปีนี้ตลาดรวมเงียบเหงา
ครึ่งหลังยังมีความหวัง
ส่วนสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กช่วงครึ่งปีหลัง มีความหวังว่า จะมีการขยับในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐ รวมถึงภาพรวมการส่งออกทั้งปีน่าจะดีขึ้น บวกกับที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตในระดับ3-4% จึงมั่นใจว่าความต้องการใช้เหล็กในปีนี้จะรักษาระดับ 18-19 ล้านตันเท่ากับปีที่ผ่านมาได้
นอกจากนี้ยังมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ที่ผู้ผลิตเหล็กแต่ละค่ายมีผลกำไรดีขึ้น แม้ว่าจะขายได้น้อยลงก็ตาม แต่โดยรวมไม่ได้อยู่ในจุดที่ขาดทุน
ส่วนสถานการณ์นับจากไตรมาส2 ต่อเนื่องไปถึงปลายปีนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการในกลุ่มเหล็กจะต้องเฝ้าระวังคือมาตรการตอบโต้ของอเมริกาที่มีต่อจีน เกาหลี หลังจากที่มีการส่งออกเหล็กไปตีตลาดอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้เหล็กจากจีนและเกาหลีที่เคยส่งไปตีตลาดอเมริกาเปลี่ยนทิศทางมายังอาเซียนโดยเฉพาะมาที่ไทยและเวียดนามมากขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้อเมริกาอยู่ในช่วงไต่สวนอยู่จะต้องดูว่าสินค้าผ่านจากไหนไปไหนและจะต้องดำเนินมาตรการอะไรออกมา
นอกจากนี้ตลาดอาเซียนในขณะนี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการนำเข้าเหล็กจากจีนสูงถึง 40% หรือประมาณ 30 ล้านตันของสินค้าเหล็กนำเข้าทั้งหมดในอาเซียนที่มีปริมาณ 50-60 ล้านตัน แม้ว่าเมื่อต้นปีนี้จีนมีการส่งออกเหล็กน้อยลง แต่ปริมาณเหล็กที่จีนส่งมาอาเซียนเพิ่มขึ้นและที่เพิ่มขึ้นมากคือเหล็กแผ่น
"หลายคนอาจสงสัยว่าในเวียดนามก็มีโรงถลุงเหล็ก ที่มีกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ลงทุนโดยบริษัท ฟอร์โมซากรุ๊ปส์ฯ (FORMOSA) ผู้ผลิตเหล็กและปิโตรเคมีรายใหญ่ของไต้หวัน แต่ทำไมถึงยังต้องนำเข้าเหล็กแผ่นอยู่จำนวนมาก แต่ความจริงในเวลานี้คือโรงงานดังกล่าวยังไม่สามารถผลิตได้ทั้งที่มีความพร้อมแล้ว ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับแรงต่อต้านในพื้นที่และปัจจัยอื่นๆ ทำให้มีเหล็กแผ่นทะลักเข้าไปยังเวียดนามจำนวนมาก เพื่อนำไปผลิตท่อเหล็ก แล้วก็ส่งท่อเหล็ก และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ มาตีตลาดในประเทศไทยอีกทอดหนึ่งในขณะนี้ ในราคาถูกกว่า เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด "
มอง3เรื่องใหญ่เร่งแก้
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.กล่าวอีกว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจะต้องเร่งแก้ไข และปรับปรุงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็ก 3 เรื่องหลักคือ 1. หันมาให้ความสำคัญโดยการดึงเหล็กชนิดต่างๆนำไปใช้ในงานก่อสร้าง โดยเร่งพัฒนาเหล็กให้มีคุณภาพ เช่น เพิ่มมูลค่าเหล็กโดยการแปรรูปไปใช้งานให้สะดวกขึ้น ใช้แรงงานน้อยลง อย่างเวลานี้ราคาเหล็กแผ่น 18,000 บาทต่อตัน พอนำไปประกอบเป็นเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป โดยการออกแบบใช้งานที่ทันสมัยและสะดวกขึ้น ใช้คนน้อยลง ทำให้ราคาเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปขยับขึ้นมาที่ 40,000 บาทต่อตัน เป็นการเพิ่มมูลค่า เหล่านี้จำเป็นต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งกลุ่มผู้ผลิตเหล็ก กลุ่มงานก่อสร้าง งานดีไซน์ วิศวกรรม ล้วนเกี่ยวข้องหมด
2.ร่วมกับคลัสเตอร์วิศวกรรมจักรกล พูดถึงโปรแกรม กลไก การจัดซื้อจัดจ้างที่ภาครัฐที่ให้ใช้ของที่ผลิตในไทยมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ เหล็กในประเทศจะต้องมีคุณภาพ มีการใช้ของที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มเหล็กจะต้องมีการรณรงค์ให้เห็นว่าเหล็กช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเพราะสามารถรีไซเคิลได้ 3. มีการรณรงค์นำเศษเหล็กที่เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมที่ทุกวันนี้ส่งออกไปต่างประเทศ กำลังดูว่าควรดึงกลับมาใช้ในประเทศให้มากที่สุด เพราะสามารถพัฒนาเป็นเหล็กเกรดพิเศษ ทำอัลลอย์ สตีล หรือนำไปผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ได้ ก็จะเกิดการสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมเหล็กที่สูงขึ้นได้เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,257
วันที่ 30 เมษายน - 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากอุตสาหกรรมเหล็กในช่วง4 เดือนแรกปีนี้อยู่ในภาวะทรงตัวแล้ว ปริมาณเหล็กในประเทศก็ยังล้นตลาดอยู่จำนวนมาก สอดคล้องกับปริมาณเหล็กในโลกที่ประเมินกันว่ามีส่วนเกินอยู่ในตลาดมากถึง300 ล้านตัน โดยปริมาณเหล็กที่ทะลักเข้ามาในตลาดโลกนั้นมาจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นหลัก
พอกลับมาดูตลาดในไทยพบว่าเมื่อปลายปี 2559 ราคาเหล็กมีการปรับตัวสูงขึ้น คนก็แห่ซื้อเหล็กตุนกันมาก เพราะตื่นตระหนกว่าในช่วงต้นปี 2560 ราคาเหล็กจะยิ่งปรับตัวสูงยิ่งขึ้นอีก ทำให้ปี 2559 มีความต้องการใช้เหล็กในประเทศสูงขึ้น19 ล้านตันส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน เทียบกับปีก่อนหน้านั้น(2558)อยู่ที่ 16-17 ล้านตัน ทำให้สถานการณ์เหล็กช่วงไตรมาสแรกปีนี้ตลาดรวมเงียบเหงา
ครึ่งหลังยังมีความหวัง
ส่วนสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กช่วงครึ่งปีหลัง มีความหวังว่า จะมีการขยับในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐ รวมถึงภาพรวมการส่งออกทั้งปีน่าจะดีขึ้น บวกกับที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตในระดับ3-4% จึงมั่นใจว่าความต้องการใช้เหล็กในปีนี้จะรักษาระดับ 18-19 ล้านตันเท่ากับปีที่ผ่านมาได้
นอกจากนี้ยังมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ที่ผู้ผลิตเหล็กแต่ละค่ายมีผลกำไรดีขึ้น แม้ว่าจะขายได้น้อยลงก็ตาม แต่โดยรวมไม่ได้อยู่ในจุดที่ขาดทุน
ส่วนสถานการณ์นับจากไตรมาส2 ต่อเนื่องไปถึงปลายปีนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการในกลุ่มเหล็กจะต้องเฝ้าระวังคือมาตรการตอบโต้ของอเมริกาที่มีต่อจีน เกาหลี หลังจากที่มีการส่งออกเหล็กไปตีตลาดอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้เหล็กจากจีนและเกาหลีที่เคยส่งไปตีตลาดอเมริกาเปลี่ยนทิศทางมายังอาเซียนโดยเฉพาะมาที่ไทยและเวียดนามมากขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้อเมริกาอยู่ในช่วงไต่สวนอยู่จะต้องดูว่าสินค้าผ่านจากไหนไปไหนและจะต้องดำเนินมาตรการอะไรออกมา
นอกจากนี้ตลาดอาเซียนในขณะนี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการนำเข้าเหล็กจากจีนสูงถึง 40% หรือประมาณ 30 ล้านตันของสินค้าเหล็กนำเข้าทั้งหมดในอาเซียนที่มีปริมาณ 50-60 ล้านตัน แม้ว่าเมื่อต้นปีนี้จีนมีการส่งออกเหล็กน้อยลง แต่ปริมาณเหล็กที่จีนส่งมาอาเซียนเพิ่มขึ้นและที่เพิ่มขึ้นมากคือเหล็กแผ่น
"หลายคนอาจสงสัยว่าในเวียดนามก็มีโรงถลุงเหล็ก ที่มีกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ลงทุนโดยบริษัท ฟอร์โมซากรุ๊ปส์ฯ (FORMOSA) ผู้ผลิตเหล็กและปิโตรเคมีรายใหญ่ของไต้หวัน แต่ทำไมถึงยังต้องนำเข้าเหล็กแผ่นอยู่จำนวนมาก แต่ความจริงในเวลานี้คือโรงงานดังกล่าวยังไม่สามารถผลิตได้ทั้งที่มีความพร้อมแล้ว ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับแรงต่อต้านในพื้นที่และปัจจัยอื่นๆ ทำให้มีเหล็กแผ่นทะลักเข้าไปยังเวียดนามจำนวนมาก เพื่อนำไปผลิตท่อเหล็ก แล้วก็ส่งท่อเหล็ก และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ มาตีตลาดในประเทศไทยอีกทอดหนึ่งในขณะนี้ ในราคาถูกกว่า เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด "
มอง3เรื่องใหญ่เร่งแก้
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.กล่าวอีกว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจะต้องเร่งแก้ไข และปรับปรุงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็ก 3 เรื่องหลักคือ 1. หันมาให้ความสำคัญโดยการดึงเหล็กชนิดต่างๆนำไปใช้ในงานก่อสร้าง โดยเร่งพัฒนาเหล็กให้มีคุณภาพ เช่น เพิ่มมูลค่าเหล็กโดยการแปรรูปไปใช้งานให้สะดวกขึ้น ใช้แรงงานน้อยลง อย่างเวลานี้ราคาเหล็กแผ่น 18,000 บาทต่อตัน พอนำไปประกอบเป็นเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป โดยการออกแบบใช้งานที่ทันสมัยและสะดวกขึ้น ใช้คนน้อยลง ทำให้ราคาเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปขยับขึ้นมาที่ 40,000 บาทต่อตัน เป็นการเพิ่มมูลค่า เหล่านี้จำเป็นต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งกลุ่มผู้ผลิตเหล็ก กลุ่มงานก่อสร้าง งานดีไซน์ วิศวกรรม ล้วนเกี่ยวข้องหมด
2.ร่วมกับคลัสเตอร์วิศวกรรมจักรกล พูดถึงโปรแกรม กลไก การจัดซื้อจัดจ้างที่ภาครัฐที่ให้ใช้ของที่ผลิตในไทยมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ เหล็กในประเทศจะต้องมีคุณภาพ มีการใช้ของที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มเหล็กจะต้องมีการรณรงค์ให้เห็นว่าเหล็กช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเพราะสามารถรีไซเคิลได้ 3. มีการรณรงค์นำเศษเหล็กที่เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมที่ทุกวันนี้ส่งออกไปต่างประเทศ กำลังดูว่าควรดึงกลับมาใช้ในประเทศให้มากที่สุด เพราะสามารถพัฒนาเป็นเหล็กเกรดพิเศษ ทำอัลลอย์ สตีล หรือนำไปผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ได้ ก็จะเกิดการสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมเหล็กที่สูงขึ้นได้เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,257
วันที่ 30 เมษายน - 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






