
ดันขอนแก่น นครสวรรค์ เทียบชั้นอีอีซี
วันที่ 26 เม.ย.60--หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3256 ระหว่างวันที่ 27-29 เม.ย.2560 สื่อในเครือสปริง กรุ๊ปรายงานว่า รัฐบาลเล็งประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในจ.ขอนแก่นและนครสวรรค์ เทียบเท่าอีอีซี หวังดันไบโออีโคโนมีให้เกิด ขยายผลจากพื้นที่จ.ชลบุรีที่นำร่องไปแล้ว เร่งคณะทำงานสานพลังประชารัฐสรุปแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ ก่อนนำเสนอครม.ในเร็วๆ นี้
เศรษฐกิจชีวภาพหรือไบโออีโคโนมี ถือเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีให้เกิดขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการอย่างบริษัท โกล บอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซี และบริษัท คอร์เบียน ประเทศไทย จำกัด ได้เข้าไปลงทุนในจ.ชลบุรีและที่จ.ระยองแล้ว ถือเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาไบโออีโคโนมีในพื้นที่อีอีซีไปแล้ว
โดยรัฐบาลเห็นว่า หากจะให้การพัฒนาไบโออีโคโนมีประสบความสำเร็จ ใช้เป็นคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ในการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องขยายพื้นที่ในการส่งเสริมการลงทุนให้เข้าไปอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ และต้องการให้การส่งเสริมลงทุนในลักษณะพื้นที่อีอีซีขยายตัวออกไปพื้นที่อื่นๆ ทางภาครัฐและเอกชนจึงมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการตั้งไบโอคอมเพล็กซ์เกิดขึ้นมาในจังหวัดขอนแก่นและนครสวรรค์ เพื่อให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้
นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต(คณะทำงานไบโออีโคโนมี) ภายใต้สานพลังประชารัฐ ที่มีตัวเองเป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ ไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดของแผนการพัฒนาพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี
โดยเฉพาะในพื้นที่อ.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นที่มีกลุ่มมิตรผลเป็นแกนนำ และอ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ที่มีบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซีเป็นหัวเรือใหญ่ เริ่มมีความชัดเจนในการพัฒนาของภาคเอกชนในเชิงพื้นที่แล้ว
ทั้งนี้แผนการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ได้กำชับไปว่า จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกษตรกรในพื้นที่ได้รับเป็นหลัก รวมถึงผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานนํ้าตาลที่จะต้องได้รับการแบ่งปันที่สมดุลขบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในภาครวม หากโครงการเกิดผลกระทบคาบเกี่ยวจะมีแนวทางในการเยียวยาหรือดูแลได้อย่างไร ความชัดเจนในการเพาะปลูกอ้อยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ อีกทั้งจะต้องมีนักลงทุนเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนประกอบด้วย เป็นต้น
นายอุตตม กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวนั้น เนื่องจากต้องการทราบความชัดเจนว่า พื้นที่มีความเหมาะสมหรือไม่ ที่จะต้องประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มีสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับเขตการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีหรือไม่ ซึ่งหากมีความเหมาะสมก็จะมีการนำเสนอให้ครม.พิจารณาต่อไป หลังจากที่คณะทำงานฯ จะสรุปผลการประชุมช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค.นี้
“ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความเห็นที่ตรงกัน ที่จะขยายการส่งเสริมการพัฒนาไบโออีโคโนมี ไม่เฉพาะเพียงในพื้นที่อีอีซีเท่านั้น”
นายประวิทย์ ประกฤตศรี ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า ในส่วนของคอมเพล็กซ์ไบโออีโคโนมี บนเนื้อที่กว่า 1 พันไร่ ในอ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เริ่มเป็นรูปร่างแล้ว โดยกลุ่มมิตรผล เตรียมจะก่อสร้างโรงงานนํ้าตาลทราย ลงทุนประมาณ 7-8 พันล้านบาท มาเป็นวัตถุดิบในการต่อยอดไบโอชีวภาพ
แหล่งข่าวจากบริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซี เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ ทางบริษัทจะทำการวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์หรือการผลิตไบโอดีเซลบี 100 แห่งที่ 2 ที่อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี มีกำลังการผลิต 2 แสนลิตรต่อวัน ที่เป็นการนำร่องไบโออีโคโนมีในอีอีซี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2561 ด้วยเงินลงทุน 1,650 ล้านบาท
ส่วนการตั้งไบโอคอมเพล็กซ์ในจ.นครสวรรค์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมและประเมินเงินลงทุนโครงการระยะแรก เช่น การก่อสร้างโรงหีบอ้อย ขนาด 2.4 ล้านตันต่อปี โรงงานผลิตเอทานอล กำลังผลิต 186 ล้านลิตรต่อปี และโรงไฟฟ้าชีวมวล
เศรษฐกิจชีวภาพหรือไบโออีโคโนมี ถือเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีให้เกิดขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการอย่างบริษัท โกล บอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซี และบริษัท คอร์เบียน ประเทศไทย จำกัด ได้เข้าไปลงทุนในจ.ชลบุรีและที่จ.ระยองแล้ว ถือเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาไบโออีโคโนมีในพื้นที่อีอีซีไปแล้ว
โดยรัฐบาลเห็นว่า หากจะให้การพัฒนาไบโออีโคโนมีประสบความสำเร็จ ใช้เป็นคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ในการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องขยายพื้นที่ในการส่งเสริมการลงทุนให้เข้าไปอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ และต้องการให้การส่งเสริมลงทุนในลักษณะพื้นที่อีอีซีขยายตัวออกไปพื้นที่อื่นๆ ทางภาครัฐและเอกชนจึงมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการตั้งไบโอคอมเพล็กซ์เกิดขึ้นมาในจังหวัดขอนแก่นและนครสวรรค์ เพื่อให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้
นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต(คณะทำงานไบโออีโคโนมี) ภายใต้สานพลังประชารัฐ ที่มีตัวเองเป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ ไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดของแผนการพัฒนาพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี
โดยเฉพาะในพื้นที่อ.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นที่มีกลุ่มมิตรผลเป็นแกนนำ และอ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ที่มีบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซีเป็นหัวเรือใหญ่ เริ่มมีความชัดเจนในการพัฒนาของภาคเอกชนในเชิงพื้นที่แล้ว
ทั้งนี้แผนการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ได้กำชับไปว่า จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกษตรกรในพื้นที่ได้รับเป็นหลัก รวมถึงผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานนํ้าตาลที่จะต้องได้รับการแบ่งปันที่สมดุลขบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในภาครวม หากโครงการเกิดผลกระทบคาบเกี่ยวจะมีแนวทางในการเยียวยาหรือดูแลได้อย่างไร ความชัดเจนในการเพาะปลูกอ้อยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ อีกทั้งจะต้องมีนักลงทุนเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนประกอบด้วย เป็นต้น
นายอุตตม กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวนั้น เนื่องจากต้องการทราบความชัดเจนว่า พื้นที่มีความเหมาะสมหรือไม่ ที่จะต้องประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มีสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับเขตการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีหรือไม่ ซึ่งหากมีความเหมาะสมก็จะมีการนำเสนอให้ครม.พิจารณาต่อไป หลังจากที่คณะทำงานฯ จะสรุปผลการประชุมช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค.นี้
“ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความเห็นที่ตรงกัน ที่จะขยายการส่งเสริมการพัฒนาไบโออีโคโนมี ไม่เฉพาะเพียงในพื้นที่อีอีซีเท่านั้น”
นายประวิทย์ ประกฤตศรี ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า ในส่วนของคอมเพล็กซ์ไบโออีโคโนมี บนเนื้อที่กว่า 1 พันไร่ ในอ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เริ่มเป็นรูปร่างแล้ว โดยกลุ่มมิตรผล เตรียมจะก่อสร้างโรงงานนํ้าตาลทราย ลงทุนประมาณ 7-8 พันล้านบาท มาเป็นวัตถุดิบในการต่อยอดไบโอชีวภาพ
แหล่งข่าวจากบริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซี เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ ทางบริษัทจะทำการวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์หรือการผลิตไบโอดีเซลบี 100 แห่งที่ 2 ที่อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี มีกำลังการผลิต 2 แสนลิตรต่อวัน ที่เป็นการนำร่องไบโออีโคโนมีในอีอีซี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2561 ด้วยเงินลงทุน 1,650 ล้านบาท
ส่วนการตั้งไบโอคอมเพล็กซ์ในจ.นครสวรรค์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมและประเมินเงินลงทุนโครงการระยะแรก เช่น การก่อสร้างโรงหีบอ้อย ขนาด 2.4 ล้านตันต่อปี โรงงานผลิตเอทานอล กำลังผลิต 186 ล้านลิตรต่อปี และโรงไฟฟ้าชีวมวล






