
แคเรียร์-มิตซูชิงแอร์พาณิชย์หั่นราคาอินเวอร์เตอร์เจาะลูกค้าบิ๊กโปรเจ็กต์
บิ๊กเปิดศึกชิงตลาดแอร์พาณิชย์ “แคเรียร์” เปิดตัวเครื่องทำความเย็นขนาด 50-3,000 ตันเจาะลูกค้าอาคารใหญ่ ฟาก “มิตซูบิชิ” ดับเครื่องชนหั่นราคาลง15-20% รับคอนโดฯ โรงแรม เมกะโปรเจ็กต์
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการแบรนด์ดังในตลาดเครื่องปรับอากาศเมืองไทยต่างเปิดศึกระเบิดแคมเปญหวังชิงแชร์ตลาดแอร์ที่มีมูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่นอกเหนือจากแอร์บ้านแล้ว กลุ่มตลาดแอร์พาณิชย์ก็มีการเติบโต และเป็นอีกตลาดที่สำคัญด้วยมูลค่าตลาดที่สูงกว่า 1 หมื่นล้านบาทแม้จะเติบโตไม่หวือหวาเท่าตลาดแอร์บ้าน แต่ด้วยศักยภาพและความต้องการต่อเนื่องเพราะเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญขององค์กรทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก รวมไปถึงการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม โรงแรม รวมไปถึงภาครัฐที่กระตุ้นเม็ดเงินเข้าระบบด้วยการอนุมัติงบประมาณให้แก่โครงการใหญ่ๆซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมหาศาล ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่กระตุ้นให้ตลาดนี้เป็นที่สนใจของแบรนด์ต่างๆ
นายอดิศักดิ์ รัมมณีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ตั้งแต่ 50-3000 ตัน โดยเน้นรุกไปยังตลาดลูกค้าโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน อาคารสูง โรงแรม โรงงานโรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า และได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาเครื่องทำความเย็น Carrier 19DV ออกรุกตลาดอาคารสำนักงานโดยมีจุดเด่นในเรื่องของการประหยัดพื้นที่ใช้สอยในการติดตั้ง และประหยัดพลังงานกว่ารุ่นเดิม 30% พร้อมใช้น้ำยาพิเศษ R1233zd จากสหรัฐอเมริกา ที่มีคุณสมบัติในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ลูกค้าให้ความสำคัญในปัจจุบัน
สำหรับช่องทางการทำตลาดบริษัทจะให้ความสำคัญกับการจัดงานสัมมนาเพื่อเชิญกลุ่มเป้าหมายอาทิ วิศวกร นักออกแบบ ที่ปรึกษาในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ใช้รายใหญ่กว่า 250 คนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจซื้อสินค้าต่อไป โดยวางเป้าหมายสร้างการเข้าถึงไปยังลูกค้าอาคารที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป 60% และอีก 40% เป็นกลุ่มลูกค้าอาคารสร้างใหม่
อีกหนึ่งแบรนด์ที่เดินหน้าประกาศรุกตลาดแอร์พาณิชย์ เห็นจะหนีไม่พ้น "มิตซูบิชิ" ซึ่งนายยาซุชิ โมริยามะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า "มิตซูบิชิ" กล่าวว่า บริษัทเตรียมปรับราคาเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ลดลง 5-10% และเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ลดลง 15-20% ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างราคาของเครื่องปรับอากาศระหว่างกลุ่มอินเวอร์เตอร์และเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดาของบริษัทราคาลดลงเหลือ 15-20% จากเดิมที่เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์มีราคาแพงกว่าแบบธรรมดา 25-30% ขณะที่ช่องว่างระหว่างราคาของเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์จะลดลงเหลือ 10-20% จากเดิมที่แพงกว่า 30-40%
การปรับราคาเครื่องปรับอากาศของมิตซูบิชิ ทั้ง 2 กลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์นั้นถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการรุกตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์อย่างเต็มขั้น หลังจากที่ภาพรวมตลาดมีปัจจัยบวกเข้ามาหลายส่วนทั้งจาก โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆทั้งบ้าน คอนโด โรงแรม รวมไปถึงภาครัฐที่กระตุ้นเม็ดเงินเข้าระบบด้วยการอนุมัติงบประมาณให้แก่โครงการใหญ่ๆซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องใช้เครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้ภายในโครงการจำนวนมาก โดยปัจจุบันมิตซูบิชิเป็นผู้นำในตลาดเครื่องปรับอากาศมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ ที่ 33% จากมูลค่าตลาดตลาดรวม 1.4 ล้านเครื่อง เติบโตประมาณ 3% ส่วนแบ่งทางการตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ 20% มีอัตราการเติบโตประมาณ 15% จากมูลค่าตลาดรวม 1.3 แสนเครื่อง ขณะที่ตู้เย็นครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 21% โดยมีอัตราเติบโต 3-4% สูงกว่าตลาดรวมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1-2%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการแบรนด์ดังในตลาดเครื่องปรับอากาศเมืองไทยต่างเปิดศึกระเบิดแคมเปญหวังชิงแชร์ตลาดแอร์ที่มีมูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่นอกเหนือจากแอร์บ้านแล้ว กลุ่มตลาดแอร์พาณิชย์ก็มีการเติบโต และเป็นอีกตลาดที่สำคัญด้วยมูลค่าตลาดที่สูงกว่า 1 หมื่นล้านบาทแม้จะเติบโตไม่หวือหวาเท่าตลาดแอร์บ้าน แต่ด้วยศักยภาพและความต้องการต่อเนื่องเพราะเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญขององค์กรทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก รวมไปถึงการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม โรงแรม รวมไปถึงภาครัฐที่กระตุ้นเม็ดเงินเข้าระบบด้วยการอนุมัติงบประมาณให้แก่โครงการใหญ่ๆซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมหาศาล ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่กระตุ้นให้ตลาดนี้เป็นที่สนใจของแบรนด์ต่างๆ
นายอดิศักดิ์ รัมมณีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ตั้งแต่ 50-3000 ตัน โดยเน้นรุกไปยังตลาดลูกค้าโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน อาคารสูง โรงแรม โรงงานโรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า และได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาเครื่องทำความเย็น Carrier 19DV ออกรุกตลาดอาคารสำนักงานโดยมีจุดเด่นในเรื่องของการประหยัดพื้นที่ใช้สอยในการติดตั้ง และประหยัดพลังงานกว่ารุ่นเดิม 30% พร้อมใช้น้ำยาพิเศษ R1233zd จากสหรัฐอเมริกา ที่มีคุณสมบัติในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ลูกค้าให้ความสำคัญในปัจจุบัน
สำหรับช่องทางการทำตลาดบริษัทจะให้ความสำคัญกับการจัดงานสัมมนาเพื่อเชิญกลุ่มเป้าหมายอาทิ วิศวกร นักออกแบบ ที่ปรึกษาในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ใช้รายใหญ่กว่า 250 คนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจซื้อสินค้าต่อไป โดยวางเป้าหมายสร้างการเข้าถึงไปยังลูกค้าอาคารที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป 60% และอีก 40% เป็นกลุ่มลูกค้าอาคารสร้างใหม่
อีกหนึ่งแบรนด์ที่เดินหน้าประกาศรุกตลาดแอร์พาณิชย์ เห็นจะหนีไม่พ้น "มิตซูบิชิ" ซึ่งนายยาซุชิ โมริยามะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า "มิตซูบิชิ" กล่าวว่า บริษัทเตรียมปรับราคาเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ลดลง 5-10% และเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ลดลง 15-20% ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างราคาของเครื่องปรับอากาศระหว่างกลุ่มอินเวอร์เตอร์และเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดาของบริษัทราคาลดลงเหลือ 15-20% จากเดิมที่เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์มีราคาแพงกว่าแบบธรรมดา 25-30% ขณะที่ช่องว่างระหว่างราคาของเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์จะลดลงเหลือ 10-20% จากเดิมที่แพงกว่า 30-40%
การปรับราคาเครื่องปรับอากาศของมิตซูบิชิ ทั้ง 2 กลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์นั้นถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการรุกตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์อย่างเต็มขั้น หลังจากที่ภาพรวมตลาดมีปัจจัยบวกเข้ามาหลายส่วนทั้งจาก โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆทั้งบ้าน คอนโด โรงแรม รวมไปถึงภาครัฐที่กระตุ้นเม็ดเงินเข้าระบบด้วยการอนุมัติงบประมาณให้แก่โครงการใหญ่ๆซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องใช้เครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้ภายในโครงการจำนวนมาก โดยปัจจุบันมิตซูบิชิเป็นผู้นำในตลาดเครื่องปรับอากาศมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ ที่ 33% จากมูลค่าตลาดตลาดรวม 1.4 ล้านเครื่อง เติบโตประมาณ 3% ส่วนแบ่งทางการตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ 20% มีอัตราการเติบโตประมาณ 15% จากมูลค่าตลาดรวม 1.3 แสนเครื่อง ขณะที่ตู้เย็นครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 21% โดยมีอัตราเติบโต 3-4% สูงกว่าตลาดรวมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1-2%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560






