
พาณิชย์รุก 4 ตลาดใหม่ ตัวช่วยส่งออกระยะยาว
พาณิชย์เดินแผนรุกตลาดเกิดใหม่ตามนโยบาย "สมคิด" หวังช่วยดันเป้าส่งออกทั้งปีโต 5% ชูเอเชียใต้ ซีไอเอส แอฟริกา ตะวันออกกลาง ยังมีช่องทางโอกาสและศักยภาพสูง ทั้งเป็นตลาดส่งออกและแหล่งวัตถุดิบ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงยังมีอื้อ
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงแนวโน้มและทิศทางการส่งออกไทยที่ผ่านมาเกือบ 4 เดือนว่า เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทั้งปีนี้มีโอกาสที่จะสามารถขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ ภายใต้สมมติฐาน ค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาเฉลี่ยที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เห็นได้จากช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกแล้วมูลค่า 3.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 2.5% ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ในปีนี้ 3.4% มีปัจจัยจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย และอาเซียนมีทิศทางการขยายตัวที่ดี รวมถึงตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)ยังขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการให้กระทรวงพาณิชย์หาตลาดใหม่ๆเช่นกลุ่มเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน ที่ถือเป็นกลุ่มตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพในการขยายการค้าและการลงทุนซึ่งรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ เพระมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางและการขยายตัวของเมืองรอง นอกจากนี้ตลาดดังกล่าวยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่ไทยสามารถใช้เป็นแหลงวัตถุดิบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัญมณีและเครื่องประดับสอดคล้องกับแนวทางของกรมที่มุ่งเน้นผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ
"การรุกไปยังตลาดเกิดใหม่(Emerging Market)อย่าง อินเดีย ปากีสถาน กลุ่มซีไอเอส แอฟริกา ตะวันออกกลาง น่าจะสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับผู้ส่งออกไทย แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าส่งออกของไทยไปยังตลาดเหล่านี้จะยังไม่มากนัก แต่เห็นได้จากที่ภาครัฐกำลังเร่งเปิดความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนกับกลุ่มประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็นภาระกิจหลักของกรมที่จะสานต่อ และในอนาคตตลาดเกิดใหม่จะก้าวเข้ามามีบทบาทต่อการส่งออกของไทยมากขึ้นซึ่งจะช่วยชดเชยการซบเซาของตลาดหลักได้ ที่สำคัญจะช่วยให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวตามเป้าที่5% ได้"
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ที่อาจจะส่งผลต่อการส่งออกไทยทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯที่จะส่งผลต่อการค้าของประเทศคู่ค้าต่างๆได้ การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) ของอังกฤษและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น รวมไปถึงการที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่น อียู และจีนยังใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงแนวโน้มและทิศทางการส่งออกไทยที่ผ่านมาเกือบ 4 เดือนว่า เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทั้งปีนี้มีโอกาสที่จะสามารถขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ ภายใต้สมมติฐาน ค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาเฉลี่ยที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เห็นได้จากช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกแล้วมูลค่า 3.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 2.5% ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ในปีนี้ 3.4% มีปัจจัยจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย และอาเซียนมีทิศทางการขยายตัวที่ดี รวมถึงตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)ยังขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการให้กระทรวงพาณิชย์หาตลาดใหม่ๆเช่นกลุ่มเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน ที่ถือเป็นกลุ่มตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพในการขยายการค้าและการลงทุนซึ่งรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ เพระมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางและการขยายตัวของเมืองรอง นอกจากนี้ตลาดดังกล่าวยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่ไทยสามารถใช้เป็นแหลงวัตถุดิบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัญมณีและเครื่องประดับสอดคล้องกับแนวทางของกรมที่มุ่งเน้นผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ
"การรุกไปยังตลาดเกิดใหม่(Emerging Market)อย่าง อินเดีย ปากีสถาน กลุ่มซีไอเอส แอฟริกา ตะวันออกกลาง น่าจะสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับผู้ส่งออกไทย แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าส่งออกของไทยไปยังตลาดเหล่านี้จะยังไม่มากนัก แต่เห็นได้จากที่ภาครัฐกำลังเร่งเปิดความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนกับกลุ่มประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็นภาระกิจหลักของกรมที่จะสานต่อ และในอนาคตตลาดเกิดใหม่จะก้าวเข้ามามีบทบาทต่อการส่งออกของไทยมากขึ้นซึ่งจะช่วยชดเชยการซบเซาของตลาดหลักได้ ที่สำคัญจะช่วยให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวตามเป้าที่5% ได้"
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ที่อาจจะส่งผลต่อการส่งออกไทยทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯที่จะส่งผลต่อการค้าของประเทศคู่ค้าต่างๆได้ การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) ของอังกฤษและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น รวมไปถึงการที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่น อียู และจีนยังใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560






