
สภาอุตฯจี้รัฐรื้อค่าไฟใหม่ ขอปรับราคาที่ขายผ่านแหล่งกักเก็บพลังงานเพิ่ม
ส.อ.ท.ออกโรง จี้กระทรวงพลังงานทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใหม่ หลังมีผู้ผลิตแหล่งกักเก็บพลังงานได้แล้ว เบื้องต้นเสนอปรับราคาที่ 5.50 บาทต่อหน่วย ยันไม่มีผลกระทบต่อค่าเอฟที เพราะเป็นสัญญาขายไฟฟ้าที่แน่นอน ลดการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าฐาน
ทิศทางการพัฒนาแหล่งกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) เริ่มมีความชัดเจนขึ้น เมื่อมีเอกชน 2 ราย ได้แก่ บริษัท เอ็นเซิฟ กรุ๊ป ประกาศลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่กับ บริษัท เอ็นพาวเวอร์ เอ็นเนอร์จี ประเทศจีน เพื่อผลิต "พาวเวอร์ คิวบ์ แบตเตอรี่ ใช้เงินลงทุนระยะแรกประมาณ 2 พันล้านบาท ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี มีกำลงการผลิต 200 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดเริ่มผลิตได้ปลายปี
รวมถึงบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA วางแผนลงทุนในช่วง 5 ปี(2560-2564) จะตั้งโรงงานผลิต Energy Storage ในพื้นที่อีอีซี เช่นกัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท มีขนาดกำลังผลิต 50 GWh โดยระยะแรกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท กำลังผลิต 1 GWh ก่อน ซึ่งจะเริ่มการก่อสร้างภายในปีนี้ ผลิตได้ปลายปี 2561
โดยทั้ง 2 รายนี้ จะผลิต Energy Storage เพื่อส่งออกก่อนในระยะแรก ในขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะนำมาใช้ติดตั้งในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มของตัวเอง ซึ่งเอ็นเซิฟ มีกำลังผลิตอยู่ 257 เมกะวัตต์ และ EA มีกำลังการผลิต 278 เมกะวัตต์ เพื่อจะส่งไฟฟ้าขายเข้าระบบในรูปแบบที่เป็นสัญญาที่แน่นอนหรือ Firm แต่ติดปัญหาว่าราคาที่รับซื้อไฟฟ้าเพียง 4.12 บาทต่อหน่วย ไม่คุ้มกับการดำเนินงาน และกำลังเร่งผลักดันให้กระทรวงพลังงาน ทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ เพราะเป็นนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้มีการนำ Energy Storage มาใช้ติดตั้งกับพลังงานทดแทนด้วย
นายสุวิทย์ ธรณินท์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ที่ผ่านมากลุ่มพลังงานทดแทน ส.อ.ท.ได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เพื่อขอให้มีการทบทวนนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีแหล่งระบบกักเก็บพลังงานใหม่ เนื่องจากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid-Firm จะใช้สำหรับการเปิดรับซื้อเฉพาะโรงไฟฟ้าใหม่ และขายเข้าระบบเป็น SPP ขนาดมากกว่า 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ โดยสามารถใช้เชื้อเพลิง ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ประเภท ไม่กำหนดสัดส่วน และใช้ระบบกักเก็บพลังงานร่วมได้ ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ที่ภาครัฐอยากให้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพ และราคารับซื้อไฟฟ้า 3.66 บาทต่อหน่วยนั้น ทางผู้ประกอบการไม่สามารถรับได้ เพราะเป็นราคาที่ต่ำเกินไป ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา
ดังนั้น ในเร็วๆนี้ ทางกลุ่มพลังงานทดแทน ของส.อ.ท.จะทำหนังสือไปยังกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพื่อขอให้มีการหารือทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใหม่ โดยเฉพาะการขายไฟฟ้าผ่าน Energy Storage ที่เคยเสนอให้รับซื้อในราคา 5.50 บาทต่อหน่วย
ส่วนกรณีที่กลัวว่าจะมีผลกระทบต่อค่าเอฟทีนั้น มองว่าการที่มีภาคเอกชนลงทุนผลิต Energy Storage ได้แล้ว และในอนาคตอันใกล้จะมีผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น เกิดการแข่งขัน จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
อีกทั้ง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี มีเป้หมายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในปี 2579 ถึง 6 พันเมกะวัตต์ ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วราว 3 พันเมกะวัตต์ แต่พลังงานแสงอาทิตย์พึ่งพาไม่ได้ จำเป็นต้องการสร้างโรงไฟฟ้าฐานขึ้นมารองรับ ดังนั้น หากพลังงานแสงอาทิตย์สามารถจ่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาที่แน่นอนได้ ในจำนวน 6 พันเมกะวัตต์ นี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปก่อสร้างโรงไฟฟ้าฐานมาเพิ่ม ซึ่งเป็นการลดการลงทุนที่สะท้อนมาเป็นค่าเอฟทีได้แทน
"ทางส.อ.ท.อยากให้ภาครัฐมีการหารือกับภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าต้นทุน Energy Storage จะมีราคาถูกลงมา และทำให้ค่าไฟฟ้าที่ขายให้มีการถูกลง หากภาครัฐทบทวนนโยบายใหม่ เชื่อว่าราคาค่าไฟฟ้าที่ระดับ 4-5 บาทต่อหน่วย ก็มีเอกชนสนใจที่จะมาดำเนินการ"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,253 วันที่ 16 - 19 เมษายน พ.ศ. 2560
ทิศทางการพัฒนาแหล่งกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) เริ่มมีความชัดเจนขึ้น เมื่อมีเอกชน 2 ราย ได้แก่ บริษัท เอ็นเซิฟ กรุ๊ป ประกาศลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่กับ บริษัท เอ็นพาวเวอร์ เอ็นเนอร์จี ประเทศจีน เพื่อผลิต "พาวเวอร์ คิวบ์ แบตเตอรี่ ใช้เงินลงทุนระยะแรกประมาณ 2 พันล้านบาท ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี มีกำลงการผลิต 200 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดเริ่มผลิตได้ปลายปี
รวมถึงบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA วางแผนลงทุนในช่วง 5 ปี(2560-2564) จะตั้งโรงงานผลิต Energy Storage ในพื้นที่อีอีซี เช่นกัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท มีขนาดกำลังผลิต 50 GWh โดยระยะแรกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท กำลังผลิต 1 GWh ก่อน ซึ่งจะเริ่มการก่อสร้างภายในปีนี้ ผลิตได้ปลายปี 2561
โดยทั้ง 2 รายนี้ จะผลิต Energy Storage เพื่อส่งออกก่อนในระยะแรก ในขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะนำมาใช้ติดตั้งในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มของตัวเอง ซึ่งเอ็นเซิฟ มีกำลังผลิตอยู่ 257 เมกะวัตต์ และ EA มีกำลังการผลิต 278 เมกะวัตต์ เพื่อจะส่งไฟฟ้าขายเข้าระบบในรูปแบบที่เป็นสัญญาที่แน่นอนหรือ Firm แต่ติดปัญหาว่าราคาที่รับซื้อไฟฟ้าเพียง 4.12 บาทต่อหน่วย ไม่คุ้มกับการดำเนินงาน และกำลังเร่งผลักดันให้กระทรวงพลังงาน ทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ เพราะเป็นนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้มีการนำ Energy Storage มาใช้ติดตั้งกับพลังงานทดแทนด้วย
นายสุวิทย์ ธรณินท์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ที่ผ่านมากลุ่มพลังงานทดแทน ส.อ.ท.ได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เพื่อขอให้มีการทบทวนนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีแหล่งระบบกักเก็บพลังงานใหม่ เนื่องจากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid-Firm จะใช้สำหรับการเปิดรับซื้อเฉพาะโรงไฟฟ้าใหม่ และขายเข้าระบบเป็น SPP ขนาดมากกว่า 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ โดยสามารถใช้เชื้อเพลิง ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ประเภท ไม่กำหนดสัดส่วน และใช้ระบบกักเก็บพลังงานร่วมได้ ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ที่ภาครัฐอยากให้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพ และราคารับซื้อไฟฟ้า 3.66 บาทต่อหน่วยนั้น ทางผู้ประกอบการไม่สามารถรับได้ เพราะเป็นราคาที่ต่ำเกินไป ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา
ดังนั้น ในเร็วๆนี้ ทางกลุ่มพลังงานทดแทน ของส.อ.ท.จะทำหนังสือไปยังกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพื่อขอให้มีการหารือทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใหม่ โดยเฉพาะการขายไฟฟ้าผ่าน Energy Storage ที่เคยเสนอให้รับซื้อในราคา 5.50 บาทต่อหน่วย
ส่วนกรณีที่กลัวว่าจะมีผลกระทบต่อค่าเอฟทีนั้น มองว่าการที่มีภาคเอกชนลงทุนผลิต Energy Storage ได้แล้ว และในอนาคตอันใกล้จะมีผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น เกิดการแข่งขัน จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
อีกทั้ง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี มีเป้หมายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในปี 2579 ถึง 6 พันเมกะวัตต์ ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วราว 3 พันเมกะวัตต์ แต่พลังงานแสงอาทิตย์พึ่งพาไม่ได้ จำเป็นต้องการสร้างโรงไฟฟ้าฐานขึ้นมารองรับ ดังนั้น หากพลังงานแสงอาทิตย์สามารถจ่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาที่แน่นอนได้ ในจำนวน 6 พันเมกะวัตต์ นี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปก่อสร้างโรงไฟฟ้าฐานมาเพิ่ม ซึ่งเป็นการลดการลงทุนที่สะท้อนมาเป็นค่าเอฟทีได้แทน
"ทางส.อ.ท.อยากให้ภาครัฐมีการหารือกับภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าต้นทุน Energy Storage จะมีราคาถูกลงมา และทำให้ค่าไฟฟ้าที่ขายให้มีการถูกลง หากภาครัฐทบทวนนโยบายใหม่ เชื่อว่าราคาค่าไฟฟ้าที่ระดับ 4-5 บาทต่อหน่วย ก็มีเอกชนสนใจที่จะมาดำเนินการ"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,253 วันที่ 16 - 19 เมษายน พ.ศ. 2560






