
อาร์เซ็ปจบปีนี้-ลงนามปีหน้า
พาณิชย์มั่นใจเจรจาอาร์เซ็ปจบในปีนี้ ปีหน้าคาดลงนามได้ ชี้เหตุล่าช้าจากหลายประเทศมีทีท่าสุดโต่งทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือแบบเสรี ปกป้องสินค้าในประเทศตัวเอง ปิดกั้นนักลงทุน ในขณะที่ไทยอยู่กลางความขัดแย้งหวังให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)ประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศกับ 6 คู่ค้า(จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)ได้ตั้งเป้าหมายการเจรจาความตกลงให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และในปี2561 จะสามารถลงนามความตกลงได้หลังจากเลื่อนมาหลายรอบแล้ว
ทั้งนี้ในการเจรจาอาเซ็ปผ่านมา 17 รอบ ในส่วนของไทยไม่ได้มีประเด็นที่ขัดแย้งหรือคัดค้านที่ทำให้การเจรจาล่าช้า โดยไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้อาเซ็ปมีความคืบหน้าไปได้มากประเทศหนึ่ง ขณะที่อาเซียนหลายประเทศมีปัญหาส่งผลให้การเจรจามีความล่าช้าจากมีท่าทีท่าสุดโต่ง
"สมาชิกหลายประเทศมีท่าทีสุดโต่งเช่น บางประเทศต้องการให้มีการเปิดตลาดบริการให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือที่เสรี ในขณะที่บางประเทศมีการปกป้องตลาดสินค้า หรือลดลำดับการคุ้มครองการลงทุนที่จะมีต่อนักลงทุน ทำให้บางประเทศรับไม่ได้ หรือบางประเทศต้องการให้กฎเรื่องแหล่งกำเนิดแหล่งสินค้ามีความเข้มงวดเพื่อไม่ให้ประเทศภาคีเจาะตลาดเข้าไปได้มาก เป็นต้น"
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่แต่ละประเทศมีท่าทีที่สุดโต่ง เนื่องจากมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เช่นญี่ปุ่นมีนักลงทุนจำนวนมากก็ต้องการแรงงานที่มีมาตรการฐานสูง ขณะที่อินเดียต้องการมาตรฐานแรงงานต่ำเพื่อต้องการส่งออกแรงงานน หรือบางประเทศเปิดตลาดบริการ บางประเทศเปิดเฉพาะตลาดสินค้า แต่ในส่วนของไทยอยู่ตรงกลางไม่ได้มีทีท่าขัดแย้ง โดยไทยมุ่งหวังให้การเจรจาบรรลุผลเพราะต้องการตลาดสินค้าเกษตรซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไทยเจรจาอาเซ็ป รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท เช่นยางพารา หรืออุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบเกษตร ปิโตรเคมี แต่ก็ไม่ทิ้งนโยบายการลงทุนในสินค้าที่ใช้นวัตกรรม หรือสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงด้วย
"อาเซ็ปยังตองเดินหน้าเจรจา ซึ่งงรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็พูดชัดเจนว่าให้ไทยมีบทบาทนำในการเจรจาอาเซ็ปและผลักดันให้บรรลุผล ทั้งนี้อาเซ็ปจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะให้ไทยมีความมั่นคงและคาดการณ์อนาคตทางการค้าได้ จากปัจจุบันการค้าโลกมีความไม่แน่นอน"
ดังตัวอย่างเช่น กรณีความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้าที่สหรัฐฯจะรื้อฟื้นการเจรจาใหม่ หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ขอถอนตัวออกไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,253 วันที่ 16 - 19 เมษายน พ.ศ. 2560
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)ประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศกับ 6 คู่ค้า(จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)ได้ตั้งเป้าหมายการเจรจาความตกลงให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และในปี2561 จะสามารถลงนามความตกลงได้หลังจากเลื่อนมาหลายรอบแล้ว
ทั้งนี้ในการเจรจาอาเซ็ปผ่านมา 17 รอบ ในส่วนของไทยไม่ได้มีประเด็นที่ขัดแย้งหรือคัดค้านที่ทำให้การเจรจาล่าช้า โดยไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้อาเซ็ปมีความคืบหน้าไปได้มากประเทศหนึ่ง ขณะที่อาเซียนหลายประเทศมีปัญหาส่งผลให้การเจรจามีความล่าช้าจากมีท่าทีท่าสุดโต่ง
"สมาชิกหลายประเทศมีท่าทีสุดโต่งเช่น บางประเทศต้องการให้มีการเปิดตลาดบริการให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือที่เสรี ในขณะที่บางประเทศมีการปกป้องตลาดสินค้า หรือลดลำดับการคุ้มครองการลงทุนที่จะมีต่อนักลงทุน ทำให้บางประเทศรับไม่ได้ หรือบางประเทศต้องการให้กฎเรื่องแหล่งกำเนิดแหล่งสินค้ามีความเข้มงวดเพื่อไม่ให้ประเทศภาคีเจาะตลาดเข้าไปได้มาก เป็นต้น"
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่แต่ละประเทศมีท่าทีที่สุดโต่ง เนื่องจากมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เช่นญี่ปุ่นมีนักลงทุนจำนวนมากก็ต้องการแรงงานที่มีมาตรการฐานสูง ขณะที่อินเดียต้องการมาตรฐานแรงงานต่ำเพื่อต้องการส่งออกแรงงานน หรือบางประเทศเปิดตลาดบริการ บางประเทศเปิดเฉพาะตลาดสินค้า แต่ในส่วนของไทยอยู่ตรงกลางไม่ได้มีทีท่าขัดแย้ง โดยไทยมุ่งหวังให้การเจรจาบรรลุผลเพราะต้องการตลาดสินค้าเกษตรซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไทยเจรจาอาเซ็ป รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท เช่นยางพารา หรืออุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบเกษตร ปิโตรเคมี แต่ก็ไม่ทิ้งนโยบายการลงทุนในสินค้าที่ใช้นวัตกรรม หรือสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงด้วย
"อาเซ็ปยังตองเดินหน้าเจรจา ซึ่งงรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็พูดชัดเจนว่าให้ไทยมีบทบาทนำในการเจรจาอาเซ็ปและผลักดันให้บรรลุผล ทั้งนี้อาเซ็ปจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะให้ไทยมีความมั่นคงและคาดการณ์อนาคตทางการค้าได้ จากปัจจุบันการค้าโลกมีความไม่แน่นอน"
ดังตัวอย่างเช่น กรณีความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้าที่สหรัฐฯจะรื้อฟื้นการเจรจาใหม่ หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ขอถอนตัวออกไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,253 วันที่ 16 - 19 เมษายน พ.ศ. 2560






