
‘ทรอปิคานา ออยล์’ ปูพรมรายได้ขยับ30%
บ.ทรอปิคานา ออยล์ฯ เดินหน้าปรับกลยุทธ์การทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ เล็งจัดตั้งหน่วยงานขายในประเทศครั้งแรก ดูแลทุกช่องทางการขายให้ครอบคลุม พร้อมขยายตลาดต่างประเทศไปสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง และยุโรป หวังดันรายได้โต 30% ปี 60
นายสุรเดช นิลเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัดผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนปรับกลยุทธ์ในการทำตลาดทั้งใน และต่างประเทศ โดยในประเทศนั้นจะเป็นครั้งแรกที่บริษัทจะมีการจัดตั้งหน่วยงานขายในประเทศ และมีพนักงานฝ่ายขาย หรือเซลอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีการวางเครือข่ายทางการขายให้ครอบคลุมทุกช่องทางในการจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นโมเดิร์นเทรด หรือร้านค้าปลีก-ค้าส่งในประเทศ เป็นต้น จากเดิมที่ไม่เคยมีระบบในการขายมาก่อน
ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ บริษัทเตรียมขยายพื้นที่ในการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมองว่ายังมีอีกหลายภูมิภาคที่บริษัทยังไม่ได้เข้าไปทำตลาด เช่น ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ในการหาตัวแทนจำหน่ายที่มีวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับแผนของบริษัท เนื่องจากจะมีความเชี่ยวชาญการทำตลาดในประเทศนั้นๆมากกว่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาเลือกรายที่มีความเหมาะสมมากที่สุด
นอกจากนี้ บริษัทยังจะเพิ่มช่องทางในการทำตลาดไปสู่รูปแบบของออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการจัดตั้งแผนกออนไลน์ขึ้นมา เพื่อดูแลการทำตลาดในด้านดังกล่าวโดยเฉพาะ เนื่องจากมองว่าช่องทางทางด้านออนไลน์มีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย และยังมีต้นทุนในการดำเนินการที่ไม่มาก แต่มีประสิทธิภาพในระดับที่สูง หากสามารถทำออกมาได้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
นายสุรเดช กล่าวต่อไปอีกว่า จากกลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัททั้งในและต่างประเทศดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของบริษัทปีนี้สามารถเติบโตขึ้นได้ในระดับ 30% จากในปี 2559 ที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มของการแข่งขันในตลาดนั้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่หันมาทำตลาดเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค แต่บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจเป็นสำคัญ
[caption id="attachment_140477" align="aligncenter" width="503"]
‘ทรอปิคานา ออยล์’ ปูพรมรายได้ขยับ30%[/caption]
"ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจัดแบ่งออกเป็น 3 แบรนด์ ได้แก่ 1.Tropicana Oil เน้นเจาะตลาด mass สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 2.Kalapa เป็นสินค้า Premium เน้นจับตลาดระดับบนเพื่อการรักษาโรคโดยจะเริ่มทำตลาดปลายเดือนเมษายนนี้และ 3.Rain and Shineเป็นน้ำมันมะพร้าวที่ใช้ประกอบอาหารโดยปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าไปขายในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น"
อย่างไรก็ตาม จากการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มมากขึ้น จะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทในต่างประเทศโตมากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 30% ขณะที่สัดส่วนรายได้ในประเทศจะสัดส่วนอยู่ที่ 60% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 70%
"บริษัทมีการคิดค้นพัฒนากรรมวิธีพิเศษในการสกัดน้ำมันมะพร้าวขึ้นมาเอง รวมถึงค้นคว้าวิจัยร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อให้เป็นสินค้าออร์แกนิก โดยใช้กรรมวิธีสกัดเย็น (Cold Pressed) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ได้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% มีการไล่ความชื้นของมะพร้าวก่อนที่จะแยกน้ำมันออกมา ทำให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้มีกลิ่นหอม รับประทานง่ายขึ้น นอกจากนั้น ยังสกัดน้ำมันมะพร้าวจากผิวกะลา(Kernel Coat Oil) สีเหลืองประกายทองซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันโรคมากกว่าการสกัดแบบทั่วไป และให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา (R&D)อยู่เสมอ"นายสุรเดช กล่าวทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,252 วันที่ 13 - 15 เมษายน พ.ศ. 2560
นายสุรเดช นิลเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัดผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนปรับกลยุทธ์ในการทำตลาดทั้งใน และต่างประเทศ โดยในประเทศนั้นจะเป็นครั้งแรกที่บริษัทจะมีการจัดตั้งหน่วยงานขายในประเทศ และมีพนักงานฝ่ายขาย หรือเซลอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีการวางเครือข่ายทางการขายให้ครอบคลุมทุกช่องทางในการจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นโมเดิร์นเทรด หรือร้านค้าปลีก-ค้าส่งในประเทศ เป็นต้น จากเดิมที่ไม่เคยมีระบบในการขายมาก่อน
ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ บริษัทเตรียมขยายพื้นที่ในการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมองว่ายังมีอีกหลายภูมิภาคที่บริษัทยังไม่ได้เข้าไปทำตลาด เช่น ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ในการหาตัวแทนจำหน่ายที่มีวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับแผนของบริษัท เนื่องจากจะมีความเชี่ยวชาญการทำตลาดในประเทศนั้นๆมากกว่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาเลือกรายที่มีความเหมาะสมมากที่สุด
นอกจากนี้ บริษัทยังจะเพิ่มช่องทางในการทำตลาดไปสู่รูปแบบของออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการจัดตั้งแผนกออนไลน์ขึ้นมา เพื่อดูแลการทำตลาดในด้านดังกล่าวโดยเฉพาะ เนื่องจากมองว่าช่องทางทางด้านออนไลน์มีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย และยังมีต้นทุนในการดำเนินการที่ไม่มาก แต่มีประสิทธิภาพในระดับที่สูง หากสามารถทำออกมาได้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
นายสุรเดช กล่าวต่อไปอีกว่า จากกลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัททั้งในและต่างประเทศดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของบริษัทปีนี้สามารถเติบโตขึ้นได้ในระดับ 30% จากในปี 2559 ที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มของการแข่งขันในตลาดนั้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่หันมาทำตลาดเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค แต่บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจเป็นสำคัญ
[caption id="attachment_140477" align="aligncenter" width="503"]
"ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจัดแบ่งออกเป็น 3 แบรนด์ ได้แก่ 1.Tropicana Oil เน้นเจาะตลาด mass สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 2.Kalapa เป็นสินค้า Premium เน้นจับตลาดระดับบนเพื่อการรักษาโรคโดยจะเริ่มทำตลาดปลายเดือนเมษายนนี้และ 3.Rain and Shineเป็นน้ำมันมะพร้าวที่ใช้ประกอบอาหารโดยปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าไปขายในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น"
อย่างไรก็ตาม จากการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มมากขึ้น จะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทในต่างประเทศโตมากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 30% ขณะที่สัดส่วนรายได้ในประเทศจะสัดส่วนอยู่ที่ 60% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 70%
"บริษัทมีการคิดค้นพัฒนากรรมวิธีพิเศษในการสกัดน้ำมันมะพร้าวขึ้นมาเอง รวมถึงค้นคว้าวิจัยร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อให้เป็นสินค้าออร์แกนิก โดยใช้กรรมวิธีสกัดเย็น (Cold Pressed) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ได้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% มีการไล่ความชื้นของมะพร้าวก่อนที่จะแยกน้ำมันออกมา ทำให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้มีกลิ่นหอม รับประทานง่ายขึ้น นอกจากนั้น ยังสกัดน้ำมันมะพร้าวจากผิวกะลา(Kernel Coat Oil) สีเหลืองประกายทองซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันโรคมากกว่าการสกัดแบบทั่วไป และให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา (R&D)อยู่เสมอ"นายสุรเดช กล่าวทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,252 วันที่ 13 - 15 เมษายน พ.ศ. 2560






