
เอกชนโวยกทม.ยื้ออีไอเอ บิ๊กโปรเจ็กต์‘วัน แบงค็อก’เจริญยังไม่ยื่น
กทม.สกรีนเข้มอีไอเอ คอนโดฯ-โรงแรมหรูกลางกรุง หลัง สผ. ยื่นดาบ เผยเกือบ 100% ถูกตีกลับ ไมผ่านรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน เมิน 3 สมาคมบ้านโวยขณะ “วัน แบงค็อก” เจ้าสัวเจริญยังไม่ผ่านตา
นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม2559 เป็นต้นมา ที่สำนักงานนโยบายและแผนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพิจารณาการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอสำหรับโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว
แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สผ. ได้กลั่นกรองโครงการอาคารชุด อาคารพักอาศัยรวมโรงแรม อาคารสำนักงาน ฯลฯมายังกทม. จำนวน 60 โครงการขณะนี้ผ่านการพิจารณาอีไอเอเพียง 5 โครงการ ส่วนใหญ่ เกือบ100% ไม่ผ่านขั้นตอนการเปิดรับฟังความคดิ เห็นประชาชนในพื้นที่จึงส่งกลับให้แก้ไขใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียมค่ายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะที่เอกชนโดย 3 สมาคม ประกอบด้วยสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุดไทย เรียกร้องให้กทม.เร่งผ่านอีไอเอ เนื่องจากมีต้นทุนการพัฒนาโดยเฉพาะดอกเบี้ย นอกจากนี้ เอกชนยังมองว่ากทม.มีการดึงและดองเรื่อง
เรื่องนี้ กทม. ยืนยันว่าไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ต้องยอมรับว่าการพิจารณาไม่ต่างไปจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการชุดใหญ่ ของสผ.
อย่างไรก็ดี ปัญหาล่าช้าเกิดจากเอกชนเองที่ทำรายงานไม่ครบตามข้อบังคับอีไอเอ เช่นไม่ลงพื้นที่สอบถามชุมชนรอบที่ตั้งโครงการ รัศมี 1-100 เมตรทุกหลังคาเรือน รัศมี 100-500เมตร 60% ของจำนวนหลังคาเรือน และรัศมี 500 เมตร-1กิโลเมตร 20% ของจำนวนหลังคาเรือน ขณะเดียวกันหลายโครงการถูกชุมชนคัดค้าน เช่นการใช้ถนนร่วมในซอยที่จะมีคนจำนวนมากเพิ่มขึ้น 100-200 คน จากคอนโดมิเนียม หรือการบำบัดนํ้าเสีย รวมถึงการใช้ตาข่ายคลุมอาคารก่อสร้าง บางรายเสนอยี่ห้อ “เอ” สามารถกันฝุ่นละอองได้ 100% ซึ่งคณะกรรมการไม่เชื่อตามที่โฆษณาในรายงาน ดังนั้นจึงให้เอกชนไปหาข้อมูลอ้างอิงว่าตาข่ายยี่ห้อ “เอ” มีประสิทธิภาพดีจริงตามที่อ้างหรือไม่ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ทุกโครงการจะผ่านการตรวจสอบจากสผ.ก่อน 30 วันจากนั้น จะมาที่กทม.ใช้เวลาพิจารณา 45 วัน หากต้องแก้ไขตามที่คณะกรรมการระบุและนำกลับมาเข้าที่ประชุม โดยเริ่มนับ 1 ใหม่ หากไม่ผ่าน ให้เริ่มนับ 1 ใหม่ที่ สผ. ขณะที่โครงการวันแบงค็อกของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี หากยื่นเข้ามาจะต้องตรวจสอบละเอียดเช่นกันเพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่
แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม2560 ถึงปัจจุบัน มีโครงการในกทม. กว่า 200 โครงการ ซึ่งขณะนี้สผ.ได้ตรวจสอบเบื้องต้น และทยอยส่งให้กทม.พิจารณา ส่วนโครงการวันแบงค็อกของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี พระราม 4ขณะนี้ยังไม่ยื่นเข้ามา
ด้านนายเลิศมงคลวราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่ากทม.ยังไม่ชำนาญพอที่จะพิจารณา รายงานอีไอเอทำให้ทุกโครงการผ่านยาก ทางออกควรกำหนดมาตรฐานกลางให้ชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานนํ้าเสียระดับความดังเสียงควรมีค่าระดับความดังเท่าไหร่ เป็นต้น และควรเลิกใช้ดุลพินิจของผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะช่วยให้โครงการผ่านเร็วขึ้น ที่สำคัญต้องยอมรับว่าการรับฟังความคิดเห็นชุมชนเริ่มยากขึ้น อาทิ เอกชนซื้อที่ดินทำเลทองหล่อ ตารางวาละ 2ล้านบาทจำนวน 1 ไร่ แต่กลับถูกต่อต้านห้ามก่อสร้างโดยอ้างว่า ตึกสูงจะทำให้บังทิศทางลมและแสงแดดบ้านที่ปลูกสร้างมาก่อนในทำเลนั้นเป็นต้น อย่างไรก็ดี ความล่าช้า จะทำให้มีต้นทุนจากดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน นับตั้งแต่ซื้อที่ดินและกู้แบงก์พัฒนาโครงการหากอีไอเอใช้เวลาอนุมัติ 1 ปีโครงการ 1,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% จะมีต้นทุน 60 ล้านบาท ที่จะผลักภาระให้กับผู้บริโภคนอกจากต้นทุนที่ดินที่แพงและค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560
นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม2559 เป็นต้นมา ที่สำนักงานนโยบายและแผนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพิจารณาการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอสำหรับโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว
แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สผ. ได้กลั่นกรองโครงการอาคารชุด อาคารพักอาศัยรวมโรงแรม อาคารสำนักงาน ฯลฯมายังกทม. จำนวน 60 โครงการขณะนี้ผ่านการพิจารณาอีไอเอเพียง 5 โครงการ ส่วนใหญ่ เกือบ100% ไม่ผ่านขั้นตอนการเปิดรับฟังความคดิ เห็นประชาชนในพื้นที่จึงส่งกลับให้แก้ไขใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียมค่ายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะที่เอกชนโดย 3 สมาคม ประกอบด้วยสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุดไทย เรียกร้องให้กทม.เร่งผ่านอีไอเอ เนื่องจากมีต้นทุนการพัฒนาโดยเฉพาะดอกเบี้ย นอกจากนี้ เอกชนยังมองว่ากทม.มีการดึงและดองเรื่อง
เรื่องนี้ กทม. ยืนยันว่าไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ต้องยอมรับว่าการพิจารณาไม่ต่างไปจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการชุดใหญ่ ของสผ.
อย่างไรก็ดี ปัญหาล่าช้าเกิดจากเอกชนเองที่ทำรายงานไม่ครบตามข้อบังคับอีไอเอ เช่นไม่ลงพื้นที่สอบถามชุมชนรอบที่ตั้งโครงการ รัศมี 1-100 เมตรทุกหลังคาเรือน รัศมี 100-500เมตร 60% ของจำนวนหลังคาเรือน และรัศมี 500 เมตร-1กิโลเมตร 20% ของจำนวนหลังคาเรือน ขณะเดียวกันหลายโครงการถูกชุมชนคัดค้าน เช่นการใช้ถนนร่วมในซอยที่จะมีคนจำนวนมากเพิ่มขึ้น 100-200 คน จากคอนโดมิเนียม หรือการบำบัดนํ้าเสีย รวมถึงการใช้ตาข่ายคลุมอาคารก่อสร้าง บางรายเสนอยี่ห้อ “เอ” สามารถกันฝุ่นละอองได้ 100% ซึ่งคณะกรรมการไม่เชื่อตามที่โฆษณาในรายงาน ดังนั้นจึงให้เอกชนไปหาข้อมูลอ้างอิงว่าตาข่ายยี่ห้อ “เอ” มีประสิทธิภาพดีจริงตามที่อ้างหรือไม่ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ทุกโครงการจะผ่านการตรวจสอบจากสผ.ก่อน 30 วันจากนั้น จะมาที่กทม.ใช้เวลาพิจารณา 45 วัน หากต้องแก้ไขตามที่คณะกรรมการระบุและนำกลับมาเข้าที่ประชุม โดยเริ่มนับ 1 ใหม่ หากไม่ผ่าน ให้เริ่มนับ 1 ใหม่ที่ สผ. ขณะที่โครงการวันแบงค็อกของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี หากยื่นเข้ามาจะต้องตรวจสอบละเอียดเช่นกันเพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่
แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม2560 ถึงปัจจุบัน มีโครงการในกทม. กว่า 200 โครงการ ซึ่งขณะนี้สผ.ได้ตรวจสอบเบื้องต้น และทยอยส่งให้กทม.พิจารณา ส่วนโครงการวันแบงค็อกของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี พระราม 4ขณะนี้ยังไม่ยื่นเข้ามา
ด้านนายเลิศมงคลวราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่ากทม.ยังไม่ชำนาญพอที่จะพิจารณา รายงานอีไอเอทำให้ทุกโครงการผ่านยาก ทางออกควรกำหนดมาตรฐานกลางให้ชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานนํ้าเสียระดับความดังเสียงควรมีค่าระดับความดังเท่าไหร่ เป็นต้น และควรเลิกใช้ดุลพินิจของผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะช่วยให้โครงการผ่านเร็วขึ้น ที่สำคัญต้องยอมรับว่าการรับฟังความคิดเห็นชุมชนเริ่มยากขึ้น อาทิ เอกชนซื้อที่ดินทำเลทองหล่อ ตารางวาละ 2ล้านบาทจำนวน 1 ไร่ แต่กลับถูกต่อต้านห้ามก่อสร้างโดยอ้างว่า ตึกสูงจะทำให้บังทิศทางลมและแสงแดดบ้านที่ปลูกสร้างมาก่อนในทำเลนั้นเป็นต้น อย่างไรก็ดี ความล่าช้า จะทำให้มีต้นทุนจากดอกเบี้ยที่วิ่งทุกวัน นับตั้งแต่ซื้อที่ดินและกู้แบงก์พัฒนาโครงการหากอีไอเอใช้เวลาอนุมัติ 1 ปีโครงการ 1,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% จะมีต้นทุน 60 ล้านบาท ที่จะผลักภาระให้กับผู้บริโภคนอกจากต้นทุนที่ดินที่แพงและค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560






