
ผวา‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษี 15%
วันนี้ (6 เม.ย. 60) – หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ สื่อในเครือสปริง กรุ๊ป ฉบับที่ 3250 ระหว่างวันที่ 6-8 เม.ย. 2560 รายงานว่า ส่งออกตั้งรับ “ทรัมป์” ตอบโต้ทางการค้าใน 90 วัน ใจความว่า หลังไทยติดโผ 1 ใน 16 ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ “การ์เมนต์-อัญมณี-รถยนต์” วอนพิจารณาให้เป็นธรรม “สมภพ” ชี้ 3 ปัจจัยเสี่ยงไทยรอด-ไม่รอด หลังถูกเพ่งเล็งเกินดุลการค้า-ดุลบัญชีเดินสะพัดมากและแทรกแซงค่าบาท
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาได้ลงนามคำสั่งพิเศษให้กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ทำการตรวจสอบและประเมินผล 16 ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยภายใน 90 วัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาและเพื่อตอบโต้ทางการค้ากับประเทศที่ทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯต่อไปนั้น
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การดำเนินการของสหรัฐฯในครั้งนี้ประเทศที่ถูกเพ่งเล็งมากสุดคือจีนที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากในปี 2559 ที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าทั่วโลกกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยกับอีก 14 ชาติติดร่างแหไปด้วย
อย่างไรก็ดีหากผลการตรวจสอบพบว่าการเกินดุลการค้าสหรัฐฯของประเทศคู่ค้าดังกล่าวมีความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม มีการเอาเปรียบด้วยวิธีการต่างๆ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สหรัฐฯสามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ คือ
1.การเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 15% ได้ทันทีเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 150 วัน หรือ 5 เดือน โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา
2.หากกระทรวงการคลังสหรัฐฯตรวจสอบพบว่าประเทศใดมีแทรกแซงหรือปั่นค่าเงินในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาเพื่อให้ค่าเงินอ่อน มีผลให้ส่งออกได้มากขึ้นเป็นเหตุให้เกินดุลการค้าสหรัฐฯมาก ก็จะส่งเรื่องให้รัฐสภาสหรัฐฯพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ในอัตราสูง เช่น เป็นหลัก 100% ก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องสนใจข้อตกลงในองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะที่ผ่านมาทรัมป์ก็ขู่จะถอนตัวจาก WTO อยู่แล้ว
3ปัจจัยเสี่ยงไทย “สำหรับไทยมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจถูกใช้มาตรการตอบโต้คือ
1.จากข้อมูลของทางสหรัฐฯในปีที่ผ่านมาเราเกินดุลเขา 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเป้าที่ทางยูเอสทีอาร์และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯในยุคทรัมป์ ตั้งไว้หากเกินดุล 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯจะถูกตรวจสอบ
2.ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด(ดุลการค้า+ดุลบริการ)สูงกว่า 3% ของจีดีพี (จีดีพีไทยราว 3.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าและดุลบริการมาก
และ 3.จากถูกเพ่งเล็งและจะถูกตรวจสอบว่ารัฐบาลไทยมีการแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่าเกินจริงหรือไม่”
นายสุกิจ คงปิยาจารย์ กรรมการผู้จัดการ ฮงเส็งกรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬา มีตลาดหลักที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามและขอให้ทางสหรัฐฯพิจารณาว่า ไทยทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือมีการเอาเปรียบอย่างไร ตัวอย่างในสินค้าเครื่องนุ่งห่ม และอีกหลายสินค้า ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่รับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ในแบรนด์ หรือตามคำสั่งของผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นสินค้าที่ผลิตได้ในต้นทุนที่ตํ่ากว่าและไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ ช่วยลดค่าครองชีพชาวอเมริกัน และช่วยให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯไม่สูง นอกจากนี้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ โดยเสียภาษีเท่ากับประเทศอื่นๆ สิ่งเหล่านี้หวังจะได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับไทยด้วย
สอดคล้องกับนายบุญกิต จิตรงามปลั่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่กล่าวว่า สินค้าอัญมณีฯของไทยถูกสหรัฐฯตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) มาหลายปีแล้ว ปัจจุบันต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯในอัตรา 5.25% เท่ากับประเทศอื่น ขณะที่อัญมณีฯเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯไม่มาก
“ยอมรับว่ามีความเป็นห่วง แต่ก็หวังว่าเราจะรอด สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยง”
ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกรถยนต์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯมีสัดส่วนเพียง 2% ของการส่งออกรถยนต์ในภาพรวม รถยนต์ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นรถอีโคคาร์ราคาไม่สูง ช่วยลดค่าครองชีพ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตํ่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องเหล่านี้สหรัฐฯควรใช้ประกอบในการพิจารณา
ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10-11 เม.ย.นี้จะเชิญผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ รวมถึงเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐและนักธุรกิจสหรัฐฯที่ลงทุนในไทยมาหารือเพื่อประเมินผลกระทบ และเตรียมมาตรการรองรับเรื่องนี้ต่อไป
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาได้ลงนามคำสั่งพิเศษให้กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ทำการตรวจสอบและประเมินผล 16 ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยภายใน 90 วัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาและเพื่อตอบโต้ทางการค้ากับประเทศที่ทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯต่อไปนั้น
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การดำเนินการของสหรัฐฯในครั้งนี้ประเทศที่ถูกเพ่งเล็งมากสุดคือจีนที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากในปี 2559 ที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าทั่วโลกกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยกับอีก 14 ชาติติดร่างแหไปด้วย
อย่างไรก็ดีหากผลการตรวจสอบพบว่าการเกินดุลการค้าสหรัฐฯของประเทศคู่ค้าดังกล่าวมีความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม มีการเอาเปรียบด้วยวิธีการต่างๆ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สหรัฐฯสามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ คือ
1.การเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 15% ได้ทันทีเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 150 วัน หรือ 5 เดือน โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา
2.หากกระทรวงการคลังสหรัฐฯตรวจสอบพบว่าประเทศใดมีแทรกแซงหรือปั่นค่าเงินในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาเพื่อให้ค่าเงินอ่อน มีผลให้ส่งออกได้มากขึ้นเป็นเหตุให้เกินดุลการค้าสหรัฐฯมาก ก็จะส่งเรื่องให้รัฐสภาสหรัฐฯพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ในอัตราสูง เช่น เป็นหลัก 100% ก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องสนใจข้อตกลงในองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะที่ผ่านมาทรัมป์ก็ขู่จะถอนตัวจาก WTO อยู่แล้ว
3ปัจจัยเสี่ยงไทย “สำหรับไทยมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจถูกใช้มาตรการตอบโต้คือ
1.จากข้อมูลของทางสหรัฐฯในปีที่ผ่านมาเราเกินดุลเขา 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเป้าที่ทางยูเอสทีอาร์และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯในยุคทรัมป์ ตั้งไว้หากเกินดุล 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯจะถูกตรวจสอบ
2.ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด(ดุลการค้า+ดุลบริการ)สูงกว่า 3% ของจีดีพี (จีดีพีไทยราว 3.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าและดุลบริการมาก
และ 3.จากถูกเพ่งเล็งและจะถูกตรวจสอบว่ารัฐบาลไทยมีการแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่าเกินจริงหรือไม่”
นายสุกิจ คงปิยาจารย์ กรรมการผู้จัดการ ฮงเส็งกรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬา มีตลาดหลักที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามและขอให้ทางสหรัฐฯพิจารณาว่า ไทยทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือมีการเอาเปรียบอย่างไร ตัวอย่างในสินค้าเครื่องนุ่งห่ม และอีกหลายสินค้า ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่รับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ในแบรนด์ หรือตามคำสั่งของผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นสินค้าที่ผลิตได้ในต้นทุนที่ตํ่ากว่าและไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ ช่วยลดค่าครองชีพชาวอเมริกัน และช่วยให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯไม่สูง นอกจากนี้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ โดยเสียภาษีเท่ากับประเทศอื่นๆ สิ่งเหล่านี้หวังจะได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับไทยด้วย
สอดคล้องกับนายบุญกิต จิตรงามปลั่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่กล่าวว่า สินค้าอัญมณีฯของไทยถูกสหรัฐฯตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) มาหลายปีแล้ว ปัจจุบันต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯในอัตรา 5.25% เท่ากับประเทศอื่น ขณะที่อัญมณีฯเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯไม่มาก
“ยอมรับว่ามีความเป็นห่วง แต่ก็หวังว่าเราจะรอด สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยง”
ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกรถยนต์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯมีสัดส่วนเพียง 2% ของการส่งออกรถยนต์ในภาพรวม รถยนต์ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นรถอีโคคาร์ราคาไม่สูง ช่วยลดค่าครองชีพ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตํ่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องเหล่านี้สหรัฐฯควรใช้ประกอบในการพิจารณา
ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10-11 เม.ย.นี้จะเชิญผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ รวมถึงเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐและนักธุรกิจสหรัฐฯที่ลงทุนในไทยมาหารือเพื่อประเมินผลกระทบ และเตรียมมาตรการรองรับเรื่องนี้ต่อไป






