
พาณิชย์เตรียมถกเอกชนรับมือ"ทรัมป์"สั่งตรวจสอบการขาดดุลกับคู่ค้า
พาณิชย์เตรียมเชิญผู้ส่งออก นักลงทุน ทั้งไทยและต่างชาติ หารือผลกระทบทรัมป์ออกคำสั่งตรวจสอบการขาดดุลของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับในการดูแลภายในสัปดาห์นี้ มั่นใจไทย-สหรัฐฯมีความสัมพันธ์ยาวนานไม่น่ามีปัญหา
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผย กรณีนายโดนัลป์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯถึงหน่วยงานรัฐบาลกลางโดยไม่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 ระบุเรื่องการตรวจสอบการขาดดุลของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศ ซึ่งอาจมีมาตรการปกป้องการค้าสหรัฐฯและส่งผลกระทบกับคู่ค้า ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่สหรัฐฯขาดดุล โดยประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลมาก ได้แก่ จีน แม็กซิโก และแคนาดา ส่วนไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลในอันดับที่ 11 ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบและติดมาตรการต่างๆ ว่าจะเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อการค้าไทยอย่างไร โดยเฉพาะในจุดที่มีความอ่อนไหว เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิประโยชน์ทางภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เตรียมเชิญเอกชนทั้งผู้ส่งออกและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ลงทุนในตลาดสหรัฐฯและในไทยมาหารือเพื่อประเมินผลกระทบเพื่อเตรียมมาตรการรองรับในการดูแลภายในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้กระทรวงได้แสดงจุดยืน ในด้านความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์หลายมิติและเปิดกว้าง ทั้งการค้าแรงงาน การลงทุน การเงิน และความมั่นคง โดยขอให้สหรัฐฯพิจารณาความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานด้วย ทั้งนี้รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนลง แต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้สหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนลงก็ตาม
“ไทยมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนต่างประเทศ แม้ไทยจะมีโครงการจะดึงนักลงทุนต่างชาติเพื่อลงทุนในโครงการอีอีซี แต่ไทยไม่ได้ต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติฝ่ายเดียวแต่ยังเปิดให้นักลงทุนมาลงทุนด้วย นอกจากนี้นโยบายรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจซึ่งมีแผนดำเนินการกับทุกประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯด้วย”
ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน เกี่ยวกับสถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐฯ ระบุในปี 2559 ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 24,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 11%ของการส่งออกทั้งหมด
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผย กรณีนายโดนัลป์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯถึงหน่วยงานรัฐบาลกลางโดยไม่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 ระบุเรื่องการตรวจสอบการขาดดุลของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศ ซึ่งอาจมีมาตรการปกป้องการค้าสหรัฐฯและส่งผลกระทบกับคู่ค้า ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่สหรัฐฯขาดดุล โดยประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลมาก ได้แก่ จีน แม็กซิโก และแคนาดา ส่วนไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลในอันดับที่ 11 ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบและติดมาตรการต่างๆ ว่าจะเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อการค้าไทยอย่างไร โดยเฉพาะในจุดที่มีความอ่อนไหว เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิประโยชน์ทางภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เตรียมเชิญเอกชนทั้งผู้ส่งออกและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ลงทุนในตลาดสหรัฐฯและในไทยมาหารือเพื่อประเมินผลกระทบเพื่อเตรียมมาตรการรองรับในการดูแลภายในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้กระทรวงได้แสดงจุดยืน ในด้านความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์หลายมิติและเปิดกว้าง ทั้งการค้าแรงงาน การลงทุน การเงิน และความมั่นคง โดยขอให้สหรัฐฯพิจารณาความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานด้วย ทั้งนี้รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนลง แต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้สหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนลงก็ตาม
“ไทยมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนต่างประเทศ แม้ไทยจะมีโครงการจะดึงนักลงทุนต่างชาติเพื่อลงทุนในโครงการอีอีซี แต่ไทยไม่ได้ต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติฝ่ายเดียวแต่ยังเปิดให้นักลงทุนมาลงทุนด้วย นอกจากนี้นโยบายรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจซึ่งมีแผนดำเนินการกับทุกประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯด้วย”
ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน เกี่ยวกับสถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐฯ ระบุในปี 2559 ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 24,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 11%ของการส่งออกทั้งหมด






