
ประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมไม่หมด พาณิชย์ขายได้เพียง 2.07 ล้านตัน
ประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมไม่หมด พาณิชย์ขายได้เพียง 2.07 ล้านตัน จาก 3.66 ล้านตัน มูลค่าเสนอซื้อ 9.2 พันล้านบาท เตรียมเสนอ นบข.พิจารณาขายหรือไม่ พร้อมเร่งระบายข้าวส่วนที่เหลือให้หมดภายในปีนี้ เพื่อลดภาระจัดเก็บเดือนละ 500 ล้านบาท
นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐออกประกาศจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 3.66 ล้านตัน จำนวน 278 คลังโดยกรมได้เปิดให้เอกชนในภาคอุตสาหกรรมสนใจเข้ายืนเสนอราคาโดยมีผู้ประกอบการสนใจยืนซองประมูล19ราย แต่มีผู้สนใจมายื่นซอง จำนวน 16 ราย โดยมีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด จำนวน 15 ราย ใน 157 คลัง ปริมาณ 2.07 ล้านตัน มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 9,205 ล้านบาท โดยช่วงราคาเสนอซื้อสูงสุด 1,880 – 5,100 บาท/ตัน ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พลังงานไฟฟ้า อบเมล็ดพันธุ์พืช โรงสี และกรดมะนาว สำหรับชนิดข้าวที่มีผู้เสนอราคาซื้อมากที่สุดเป็น ข้าวขาว 5% ปริมาณ 1.56 ล้านตัน หรือ42% รองลงมาได้แก่ ปลายข้าว A1เลิศ ปริมาณ 0.18 ล้านตัน หรือ5%
อย่างไรก็ตามผลการประมูลครั้งนี้จะนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการระบายข้าวในวันที่ 28 มีนาคมนี้ก่อนที่จะนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายบริหารและจัดการข้าว หรือ นบข.พิจารณาขายหรือไม่ในช่วงการประชุมนบข.ในเดือนหน้า ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณา จะคำนึงราคาอาหารสัตว์ในตลาดมาประกอบการพิจารณาว่าราคาใกล้เคียงกันหรือไม่
โดยในเดือนเมษายนนี้ จะนำข้าวกลุ่มที่ 3 ซึ่งคนและสัตว์ไม่สามารถบริโภคได้จำนวน 1.8 ล้านตัน มาเปิดประมูล และในเดือนพฤษภาคมจะนำข้าวที่เหลือในกลุ่มที่หนึ่งหรือเป็นข้าวเพื่อการบริโภคและส่งออก ปริมาณ 1.5 ล้านตันมาประมูลส่วนเดือนมิถุนายน จะนำข้าวในกลุ่มที่เหลือจากการประมูลสู่ภาคอุตสาหกรรมครั้งที่1 มาประมูล และหลังจากนั้นจะมีการพิจารณาข้าวที่เหลือทั้งหมดนำมาระบายอีกครั้งโดย นบข.ได้กำชับให้เร่งระบายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่ต้องไม่กระทบราคาตลาดเพื่อลดภาระค่าจัดเก็บ คิดจากปริมาณ 8 ล้านตัน ค่าจัดเก็บเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 500 ล้านบาท หรือ 17 ล้านบาท
สำหรับการระบายข้าวในยุค คสช.ปริมาณกว่า 18 ล้านตัน มีระบายข้าวไปแล้วกว่า 10 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 103,000 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่ 21 ม.ค.-21 มี.ค. สามารถส่งออกแล้วกว่า 2.6 ล้านตัน มากกว่าช่วงปีเดียวกันของปีที่ผ่านมา 2.7% แต่มูลค่าลดลง 1% หรือ 38,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 39,000 ล้านบาท
นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐออกประกาศจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 3.66 ล้านตัน จำนวน 278 คลังโดยกรมได้เปิดให้เอกชนในภาคอุตสาหกรรมสนใจเข้ายืนเสนอราคาโดยมีผู้ประกอบการสนใจยืนซองประมูล19ราย แต่มีผู้สนใจมายื่นซอง จำนวน 16 ราย โดยมีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด จำนวน 15 ราย ใน 157 คลัง ปริมาณ 2.07 ล้านตัน มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 9,205 ล้านบาท โดยช่วงราคาเสนอซื้อสูงสุด 1,880 – 5,100 บาท/ตัน ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พลังงานไฟฟ้า อบเมล็ดพันธุ์พืช โรงสี และกรดมะนาว สำหรับชนิดข้าวที่มีผู้เสนอราคาซื้อมากที่สุดเป็น ข้าวขาว 5% ปริมาณ 1.56 ล้านตัน หรือ42% รองลงมาได้แก่ ปลายข้าว A1เลิศ ปริมาณ 0.18 ล้านตัน หรือ5%
อย่างไรก็ตามผลการประมูลครั้งนี้จะนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการระบายข้าวในวันที่ 28 มีนาคมนี้ก่อนที่จะนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายบริหารและจัดการข้าว หรือ นบข.พิจารณาขายหรือไม่ในช่วงการประชุมนบข.ในเดือนหน้า ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณา จะคำนึงราคาอาหารสัตว์ในตลาดมาประกอบการพิจารณาว่าราคาใกล้เคียงกันหรือไม่
โดยในเดือนเมษายนนี้ จะนำข้าวกลุ่มที่ 3 ซึ่งคนและสัตว์ไม่สามารถบริโภคได้จำนวน 1.8 ล้านตัน มาเปิดประมูล และในเดือนพฤษภาคมจะนำข้าวที่เหลือในกลุ่มที่หนึ่งหรือเป็นข้าวเพื่อการบริโภคและส่งออก ปริมาณ 1.5 ล้านตันมาประมูลส่วนเดือนมิถุนายน จะนำข้าวในกลุ่มที่เหลือจากการประมูลสู่ภาคอุตสาหกรรมครั้งที่1 มาประมูล และหลังจากนั้นจะมีการพิจารณาข้าวที่เหลือทั้งหมดนำมาระบายอีกครั้งโดย นบข.ได้กำชับให้เร่งระบายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่ต้องไม่กระทบราคาตลาดเพื่อลดภาระค่าจัดเก็บ คิดจากปริมาณ 8 ล้านตัน ค่าจัดเก็บเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 500 ล้านบาท หรือ 17 ล้านบาท
สำหรับการระบายข้าวในยุค คสช.ปริมาณกว่า 18 ล้านตัน มีระบายข้าวไปแล้วกว่า 10 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 103,000 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่ 21 ม.ค.-21 มี.ค. สามารถส่งออกแล้วกว่า 2.6 ล้านตัน มากกว่าช่วงปีเดียวกันของปีที่ผ่านมา 2.7% แต่มูลค่าลดลง 1% หรือ 38,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 39,000 ล้านบาท






