
อียูพอใจการแก้ปัญหาแรงงานของไทย
แหล่งข่าวจากศูนย์ป้องกันค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (ศปคร.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสรุปผลการหารือด้านแรงงานกับคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (DG Employment) ที่เดินทางมาไทยระหว่างวันที่ 17-25 มีนาคม 2560 เพื่อตรวจประเมินผลการดำเนินการเดินทางมาประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) โดย Mr.Lluis Prate (LP) ,Head of Unit International, MS.Eevlyne PICHOT (EP),Team Leader และคณะรวม 6 คน ได้ประชุมหารือด้านแรงงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยฝ่ายได้มีนางเพชรรัตน์ สินอวย ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นหัวหน้าคณะและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปดังนี้
"ทางคณะผู้แทนจากอียู ค่อนข้างมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศไทยโดยเฉพาะประเด็นสำคัญในการออก พ.ร.ก. นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 การเพิ่มเงื่อนไขการเปลี่ยนนายจ้างเป็น 5 กรณี การสัมภาษณ์แรงงานประมงขณะมาขอทำ Seabook ตามข้อเสนอแนะของอียูในครั้งที่ผ่านมา"
โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวซึ่งกระทรวงแรงงานสามารถช่วยเหลือแรงงานได้มากกว่า 20,000 คนแล้ว นอกจากนี้ยังมีความพึงพอใจที่รัฐบาลไทยมีนโยบายที่ชัดเจนที่ต้องการเพิ่มพนักงานตรวจราชการที่เป็นข้าราชการ ซึ่งจะสามารถปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญทางอียูค่อนข้างพึงพอใจอย่างมากกับความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่มีนโยบายจะรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ (ILO) ฉบับที่ 188 พิธีสารภายใต้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 และอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 และต้องการเห็นประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่กำหนดจะให้สัตยาบันอนุสัญญา ซึ่งจะทำให้มีความก้าวหน้ากว่าประเทศสมาชิกอียูอีกหลายประเทศ
อย่างไรก็ดีทางอียู เสนอแนะคือ ต้องการให้ประเทศไทยมีพนักงานตรวจแรงงาน ที่ทำหน้าที่ตรวจแรงงานเพียงอย่างเดียว โดยควรเป็นข้าราชการของกระทรวงแรงงานจริงๆ โดยไม่ใช่พนักงานตรวจแรงงานที่แต่งตั้งจากหน่วยงานอื่น หรือจากงานราชการ เพื่อให้การปฎิบัติหน้าที่มีศักยภาพสูงสุดตามมาตรฐานสากล
"ทางคณะผู้แทนจากอียู ค่อนข้างมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศไทยโดยเฉพาะประเด็นสำคัญในการออก พ.ร.ก. นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 การเพิ่มเงื่อนไขการเปลี่ยนนายจ้างเป็น 5 กรณี การสัมภาษณ์แรงงานประมงขณะมาขอทำ Seabook ตามข้อเสนอแนะของอียูในครั้งที่ผ่านมา"
โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวซึ่งกระทรวงแรงงานสามารถช่วยเหลือแรงงานได้มากกว่า 20,000 คนแล้ว นอกจากนี้ยังมีความพึงพอใจที่รัฐบาลไทยมีนโยบายที่ชัดเจนที่ต้องการเพิ่มพนักงานตรวจราชการที่เป็นข้าราชการ ซึ่งจะสามารถปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญทางอียูค่อนข้างพึงพอใจอย่างมากกับความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่มีนโยบายจะรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ (ILO) ฉบับที่ 188 พิธีสารภายใต้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 และอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 และต้องการเห็นประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่กำหนดจะให้สัตยาบันอนุสัญญา ซึ่งจะทำให้มีความก้าวหน้ากว่าประเทศสมาชิกอียูอีกหลายประเทศ
อย่างไรก็ดีทางอียู เสนอแนะคือ ต้องการให้ประเทศไทยมีพนักงานตรวจแรงงาน ที่ทำหน้าที่ตรวจแรงงานเพียงอย่างเดียว โดยควรเป็นข้าราชการของกระทรวงแรงงานจริงๆ โดยไม่ใช่พนักงานตรวจแรงงานที่แต่งตั้งจากหน่วยงานอื่น หรือจากงานราชการ เพื่อให้การปฎิบัติหน้าที่มีศักยภาพสูงสุดตามมาตรฐานสากล






