
‘อู่ตะเภา’ศูนย์ซ่อมอากาศยานโลก สานฝันอนาคตไทยแลนด์4.0
รอกันนานร่วม 10 ปี ในที่สุดแผนการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการซ่อมบำรุงอากาศยาน และนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยก็เห็นภาพชัดเจนถึงการแจ้งเกิดได้เสียที โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของรัฐบาลที่จะทำให้เกิด ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน(Maintenance Repair and Overhaul)หรือMROที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือEEC และโครงการที่กำลังจะผลักดันให้เกิดขึ้นนี้ ยังถือเป็นการกู้หน้าที่จะทำให้ไทยขึ้นแท่นเป็นผู้นำการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้ และยังทำให้เป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานระดับโลก ภายใน 5 ปีนี้ ได้ไม่ยาก
หลังจากที่ผ่านมา เราถูกประเทศเพื่อนบ้านเปิดนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเซเลตาร์แคมปัส ของประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล แอโรสเปซ เซ็นเตอร์ (MIAC)ดึงธุรกิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน การผลิตชิ้นส่วนอากาศยานระดับโลก เข้าไปลงทุนกันโครมคราม
แม้เราอาจจะมาช้า แต่ไม่ธรรมดาแน่นอน เมื่อเรากำลังจะได้บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของโลก อย่างบริษัท แอร์บัส อินดัสตรี้ เข้ามาร่วมพัฒนา นำร่องด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าว เพื่อปูทางนำไปสู่การร่วมลงทุนกับการบินไทย ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อทำให้ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีจุดเด่นของโรงซ่อมอากาศยานอัจฉริยะหรือสมาร์ทแฮงก้าเป็นตัวชูโรงความทันสมัยของศูนย์ซ่อมแห่งนี้
“ ด้วยศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภา ที่จะมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งภายในสนามบินและพื้นที่EEC จากบริบทนี้ ทำให้สนามบินแห่งนี้ อยู่ในความสนใจของเรา และด้วยทำเลทางภูมิศาสตร์ มีฐานต้นทุนที่แข่งขันได้ และยังมีการซ่อมบำรุงที่ดำเนินโดยการบินอยู่แล้ว เราจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชิงกลยุทธ์นี้ และตั้งตาที่จะได้ทำงานร่วมกันกับการบินไทย เพื่อพัฒนาแผนต่อไป สำหรับศูนย์การซ่อมบำรุงอากาศยานที่จะทันสมัยและก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้” นายฟาบริซเบรจิเย่ร์ ประธานบริหาร แอร์บัส เครื่องบินพาณิชย์ กล่าว ระหว่างการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)ร่วมกับการบินไทย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อม MRO สนามบินอู่ตะเภา
[caption id="attachment_134394" align="aligncenter" width="503"]
การบินไทยทำ MOU ร่วมกับแอร์บัส ศึกษาการพัฒนาศูนย์ซ่อมฯ สนามบินอู่ตะเภา
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560[/caption]
การปักหมุดของแอร์บัส ที่จะเกิดขึ้นนี้ ในมุมของแอร์บัสเอง ก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น จากจำนวนเครื่องบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 20 ปีข้างหน้าที่จะมากถึง 1.5 หมื่นลำ เครื่องบินเหล่านี้ก็ต้องได้รับการซ่อมบำรุงอยู่สม่ำเสมอ จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยแอร์บัสประมาณการณ์ว่ามูลค่าของภาคส่วนการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้อย่างเดียวจะมีสูงถึง 6.4 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้
อีกทั้งในการเดินทางมาเยือนไทยของซีอีโอแอร์บัสในครั้งนี้ ยังได้ฉายภาพถึง“มุมมองของแอร์บัสกับการบินในเอเชียและบทบาทของประเทศไทย” ซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษ CEO Forum ที่กระทรวงการต่างประเทศจัดขึ้น โดยเขาระบุว่า ปัจจุบันเอเชียถือเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของแอร์บัส ด้วยเครื่องบินแอร์บัสกว่า 3,000 ลำที่ให้บริการประจำสายการบินต่างๆในภูมิภาค รวมถึงยอดการสั่งซื้ออีกถึง 2,000 ลำสำหรับการส่งมอบในอนาคต นับเป็น 1 ใน 3 จากทั้งหมดของเครื่องบินแอร์บัสที่ให้บริการในปัจจุบัน และยังเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนเครื่องบินที่รอส่งมอบจากทั่วโลก นำหน้าทั้งยุโรปและอเมริกาเหนือ (ในแง่ของการส่งมอบเครื่องบินในอนาคต) ภูมิภาคเอเชียจึงเป็นพันธมิตรทางอุตสาหกรรมที่สำคัญมากยิ่งขึ้นของแอร์บัส บริษัทมีซัพพลายเออร์กว่า 600 รายใน 15 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย
ส่วนกรุงเทพฯ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณนักเดินทางมากกว่า 90 ล้านคนต่อปี เดินทางผ่านสนามบินที่กรุงเทพฯซึ่งถือว่ามีระบบที่ทันสมัยมาก ปริมาณการเดินทางเข้า-ออกของนักเดินทางทั้งชาวไทย นักธุรกิจและนักท่องเที่ยว มีส่วนทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่สุดในเอเชียและยังเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเร็ว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการบินเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง โดยรัฐบาลไทยต้องการให้ประเทศไทยสามารถครอบครองส่วนแบ่งให้มากที่สุดจากการขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่ของตลาดการบินเชิงพาณิชย์ในเอเชีย จึงได้มีแผนพัฒนาระดับใหญ่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งแผนนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นทิศทางทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ
“เราเป็นบริษัทแถวหน้าในด้านเครื่องบินพาณิชย์ เอเชียนับเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเรามากขึ้นเรื่อยๆและจะกลายเป็นตลาดอันดับหนึ่งในอนาคต และการซ่อมบำรุงที่เกิดขึ้นเราจึงมองหาทำเลที่จะลงทุนในเอเชียที่เป็นตลาดใหญ่และเป็นอนาคตของธุรกิจการบิน ประกอบกับรัฐบาลไทยมียุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งสอดคล้องลงตัวอย่างมากกับสิ่งที่แอร์บัสกำลังอยากจะทำ เราได้หารือกับการบินไทยมาระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับการร่วมลงทุนกันเพื่อให้บริการด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน”
อีกส่วนสำคัญของโครงการคือ การฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงจำนวนมากมายมหาศาล เพราะในเอเชียนั้นจะมีความต้องการช่างเทคนิคสำหรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานราว 2 แสนคน นายแฟบริซเชื่อว่าภายใต้ความร่วมมือกับการบินไทย ด้วยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลไทย ด้วยความเหมาะสมของอู่ตะเภา และด้วยพลังความสนับสนุนของแอร์บัส เขามองเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของโครงการความร่วมมือที่ยั่งยืนในระยะยาวและประสบผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,243 วันที่ 12 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2560
หลังจากที่ผ่านมา เราถูกประเทศเพื่อนบ้านเปิดนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเซเลตาร์แคมปัส ของประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล แอโรสเปซ เซ็นเตอร์ (MIAC)ดึงธุรกิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน การผลิตชิ้นส่วนอากาศยานระดับโลก เข้าไปลงทุนกันโครมคราม
แม้เราอาจจะมาช้า แต่ไม่ธรรมดาแน่นอน เมื่อเรากำลังจะได้บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของโลก อย่างบริษัท แอร์บัส อินดัสตรี้ เข้ามาร่วมพัฒนา นำร่องด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าว เพื่อปูทางนำไปสู่การร่วมลงทุนกับการบินไทย ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อทำให้ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีจุดเด่นของโรงซ่อมอากาศยานอัจฉริยะหรือสมาร์ทแฮงก้าเป็นตัวชูโรงความทันสมัยของศูนย์ซ่อมแห่งนี้
“ ด้วยศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภา ที่จะมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งภายในสนามบินและพื้นที่EEC จากบริบทนี้ ทำให้สนามบินแห่งนี้ อยู่ในความสนใจของเรา และด้วยทำเลทางภูมิศาสตร์ มีฐานต้นทุนที่แข่งขันได้ และยังมีการซ่อมบำรุงที่ดำเนินโดยการบินอยู่แล้ว เราจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชิงกลยุทธ์นี้ และตั้งตาที่จะได้ทำงานร่วมกันกับการบินไทย เพื่อพัฒนาแผนต่อไป สำหรับศูนย์การซ่อมบำรุงอากาศยานที่จะทันสมัยและก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้” นายฟาบริซเบรจิเย่ร์ ประธานบริหาร แอร์บัส เครื่องบินพาณิชย์ กล่าว ระหว่างการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)ร่วมกับการบินไทย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อม MRO สนามบินอู่ตะเภา
[caption id="attachment_134394" align="aligncenter" width="503"]
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560[/caption]
การปักหมุดของแอร์บัส ที่จะเกิดขึ้นนี้ ในมุมของแอร์บัสเอง ก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น จากจำนวนเครื่องบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 20 ปีข้างหน้าที่จะมากถึง 1.5 หมื่นลำ เครื่องบินเหล่านี้ก็ต้องได้รับการซ่อมบำรุงอยู่สม่ำเสมอ จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยแอร์บัสประมาณการณ์ว่ามูลค่าของภาคส่วนการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้อย่างเดียวจะมีสูงถึง 6.4 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้
อีกทั้งในการเดินทางมาเยือนไทยของซีอีโอแอร์บัสในครั้งนี้ ยังได้ฉายภาพถึง“มุมมองของแอร์บัสกับการบินในเอเชียและบทบาทของประเทศไทย” ซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษ CEO Forum ที่กระทรวงการต่างประเทศจัดขึ้น โดยเขาระบุว่า ปัจจุบันเอเชียถือเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของแอร์บัส ด้วยเครื่องบินแอร์บัสกว่า 3,000 ลำที่ให้บริการประจำสายการบินต่างๆในภูมิภาค รวมถึงยอดการสั่งซื้ออีกถึง 2,000 ลำสำหรับการส่งมอบในอนาคต นับเป็น 1 ใน 3 จากทั้งหมดของเครื่องบินแอร์บัสที่ให้บริการในปัจจุบัน และยังเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนเครื่องบินที่รอส่งมอบจากทั่วโลก นำหน้าทั้งยุโรปและอเมริกาเหนือ (ในแง่ของการส่งมอบเครื่องบินในอนาคต) ภูมิภาคเอเชียจึงเป็นพันธมิตรทางอุตสาหกรรมที่สำคัญมากยิ่งขึ้นของแอร์บัส บริษัทมีซัพพลายเออร์กว่า 600 รายใน 15 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย
ส่วนกรุงเทพฯ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณนักเดินทางมากกว่า 90 ล้านคนต่อปี เดินทางผ่านสนามบินที่กรุงเทพฯซึ่งถือว่ามีระบบที่ทันสมัยมาก ปริมาณการเดินทางเข้า-ออกของนักเดินทางทั้งชาวไทย นักธุรกิจและนักท่องเที่ยว มีส่วนทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่สุดในเอเชียและยังเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเร็ว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการบินเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง โดยรัฐบาลไทยต้องการให้ประเทศไทยสามารถครอบครองส่วนแบ่งให้มากที่สุดจากการขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่ของตลาดการบินเชิงพาณิชย์ในเอเชีย จึงได้มีแผนพัฒนาระดับใหญ่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งแผนนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นทิศทางทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ
“เราเป็นบริษัทแถวหน้าในด้านเครื่องบินพาณิชย์ เอเชียนับเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเรามากขึ้นเรื่อยๆและจะกลายเป็นตลาดอันดับหนึ่งในอนาคต และการซ่อมบำรุงที่เกิดขึ้นเราจึงมองหาทำเลที่จะลงทุนในเอเชียที่เป็นตลาดใหญ่และเป็นอนาคตของธุรกิจการบิน ประกอบกับรัฐบาลไทยมียุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งสอดคล้องลงตัวอย่างมากกับสิ่งที่แอร์บัสกำลังอยากจะทำ เราได้หารือกับการบินไทยมาระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับการร่วมลงทุนกันเพื่อให้บริการด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน”
อีกส่วนสำคัญของโครงการคือ การฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงจำนวนมากมายมหาศาล เพราะในเอเชียนั้นจะมีความต้องการช่างเทคนิคสำหรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานราว 2 แสนคน นายแฟบริซเชื่อว่าภายใต้ความร่วมมือกับการบินไทย ด้วยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลไทย ด้วยความเหมาะสมของอู่ตะเภา และด้วยพลังความสนับสนุนของแอร์บัส เขามองเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของโครงการความร่วมมือที่ยั่งยืนในระยะยาวและประสบผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,243 วันที่ 12 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2560






