
นกสกู๊ต‘เทคออฟ’ หลังไทยปลดธงแดง ICAO
กว่า 2 ปีของการดำเนินธุรกิจของสายการบินนกสกู๊ต ซึ่งเป็นสายการบินโลว์คอสต์ระยะกลาง-ไกล (ลองฮอลล์) ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างนกแอร์ สายการบินสกู๊ต ของประเทศสิงคโปร์ และบริษัทเพื่อนน้ำมิตรจำกัด ที่พอเปิดให้บริการปีแรก ก็เจอผลกระทบจากกรณีไทยติดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)ส่งผลให้แผนรุกบินเข้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้ต้องหันไปเปิดจุดบินต่างๆในจีนแทน
แต่วันนี้เมื่อแผนการแก้ไขข้อบกพร่องด้านการกำกับดูแลการบินพลเรือนของไทยเริ่มเห็นทิศทางถึงความหวังว่าจะสามารถปลดธงแดงได้ภายในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ของปีนี้ ทำให้นกสกู๊ต เตรียมความพร้อมที่จะปักธงขยายธุรกิจเต็มตัว ตามแผนเดิมในการจัดตั้งสายการบินมาตั้งแต่ต้น อ่านได้จากสัมภาษณ์ นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกสกู๊ต
ชี้ธุรกิจเริ่มผงกหัว
ซีอีโอนกสกู๊ต เปิดใจว่า การดำเนินธุรกิจของนกสกู๊ตที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากเราไม่สามารถเปิดทำการบินเข้าสู่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตามแผนการจัดตั้งสายการบินแต่แรก จากปัญหาไทยติดธงแดง ICAO ทำให้ในปี2558 สายการบินต้องประสบปัญหาการขาดทุน 1,207 ล้านบาท เนื่องจากเป็นปีที่เราบินไม่กี่เที่ยวบิน ในรูปแบบการให้บริการแบบเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ทำให้มีรายได้เข้ามาไม่มาก
ดังนั้นในปี2559 สายการบิน จึงต้องหันมาเปิดเส้นทางบินเข้าเมืองรองของจีน อาทิ ชิงเต่า นานกิง ต้าเหลียน เทียนจิน เสิ่นหยาง และเมืองไทเป ไต้หวัน รวมแล้ว 6 เดสติเนชัน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ระหว่างที่รอไทยแก้ปัญหาเรื่อง ICAO ซึ่งก็ทำให้เรามีรายได้เข้าเพิ่มขึ้น โดยได้รับการตอบรับจากผู้โดยสารชาวจีนเป็นอย่างดีแต่อาจชะลอตัวไปช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากมีเรื่องการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญในไทย แต่กระทบแค่ไม่กี่เดือนก็กลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้นผลการขาดทุนของสายการบินก็ลดลงไป โดยปี2516 ขาดทุนอยู่ 612 ล้านบาท
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เราคาดว่า จะการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 48.6% ของปีก่อน โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ราว 5,787 ล้านบาท ขาดทุนอยู่ที่ราว 100 ล้านบาท เพราะต้องเผื่อเรื่องต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลทั้งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการ 1.07 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี2559 ซึ่งอยู่ที่ 7 แสนกว่าคน การเติบโตที่เกิดขึ้น เป็นเพราะปีนี้สายการบินจะบริหารจัดการใช้เครื่องบินเพิ่มขึ้น เป็นไม่ต่ำกว่า 11 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ราว 6ชั่วโมงต่อวันต่อลำ จากเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ER จำนวน 3 ลำ ขนาด 415 ที่นั่ง ที่อยู่ในฝูงบิน
[caption id="attachment_133863" align="aligncenter" width="489"]
นกสกู๊ต‘เทคออฟ’ หลังไทยปลดธงแดง ICAO[/caption]
รอโอกาสไทยปลดธงแดง
เขาย้ำว่า ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ กระทบแค่ 3 เดือนที่ทำให้เกิดการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน แต่นับจากเดือนมกราคมปีนี้ก็ดีขึ้นมาก อัตราการบรรทุกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาเป็น 80% โดยปีนี้นกสกู๊ต มีแผนจะทำคาร์โกด้วย และแผนบริหารจัดการการใช้เครื่องบิน เรามองการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น จากในเดือนมกราคม 2560 ซึ่งอยู่ที่ 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพิ่มมาเป็น 41 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงสิ้นปีนี้ โดยมีแผนเพิ่มความถี่ในหลายเส้นทางของจีน เช่น นานกิง จะเพิ่มเป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือนกรกฎาคมนี้ นานกิง ก็จะเพิ่มเป็น 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็นต้น
นอกจากนี้ในปีนี้ สายการบินจะเน้นกระตุ้นให้คนไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง(เอฟไอที) เดินไปเที่ยวจีน โดยได้เปิดตัวแคมเปญออนไลน์ Awesome China เพื่อโปรโมตความโดดเด่นของเส้นทางบินในจีนของเรา ซึ่งเป็นอีกตลาดในการทำตลาดของนกสกู๊ต นอกจากที่ผ่านมาฐานลูกค้าหลักของเราจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนกว่า 90%
การขยายตัวของสายการบินในปีนี้ที่ผมมองว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นมาก เป็นเพราะปัจจัยหนุนสำคัญใน 2 เรื่อง คือ 1. ปัญหาเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญคลี่คลาย และเมืองไทยยังเป็นเดสติเนชั่นที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวจีน การเปิด 6 เดสติเนชันเข้าจีนของนกสกู๊ตก็คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี และ 2. เรื่องที่ไทยติดธงแดง ICAO ดูจากภาพรวมในการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของภาครัฐ ก็พบว่าน่าจะมีสัญญาณที่ดีจาก ICAO ที่ถ้าปลดธงแดงได้ภายในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ปีนี้ เราก็พร้อมจะเปิดบินประจำเข้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ตามแผนเดิมที่ตั้งไว้แต่แรก
เล็งเปิดรูตบินญี่ปุ่น-กิมจิ
ปีนี้นกสกู๊ต จะรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง777-200 ER เข้ามาอีก 1 ลำ ช่วงเดือนกันยายนนี้ และจะเช่ามาอีก 1 ลำ และจะเช่ามาเพิ่มอีก 1 ลำช่วงปลายปี เพื่อรองรับการเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ โตเกียว โอซากา และกรุงโซล หลังไทยถูกปลดธงแดง ซึ่งหากเราขยายได้ตามแผน คาดว่าในปีหน้า สายการบินน่าจะสามารถทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจได้
หากถามว่าปัจจุบันเส้นทางบินสู่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีการแข่งขันค่อนข้างสูง การที่สายการบินเปิดจุดบินเหล่านี้ช้ากว่าคนอื่น ผมมองว่าไม่ได้มีปัญหา เพราะเรามั่นใจว่าเราสามารถทำราคาที่ดี จากการบริหารต้นทุน และจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภค ประกอบกับนโยบายที่คนไทยเดินทางไปเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า ก็ทำให้ดีมานต์ในตลาดถือว่ายังมีอยู่มาก และด้วยมาตรฐานการให้บริการของสายการบิน ก็เชื่อว่าจะเป็นที่ยอมรับ
เนื่องจากนกสกู๊ต ได้รับหนังสือรับรองการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย (IOSA)จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือIATA ก็จะยิ่งสร้างความมั่นถึงความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติการของสายการบิน ส่วนกระบวนการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่หรือ Re-Aoc ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) เราอยู่ในช่วงใกล้เสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 3 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน คาดว่าจะได้รับรองในเดือนพฤษภาคมนี้
ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของนกสกู๊ต ที่เริ่มจะโงหัวขึ้นมาแล้ว และหวังถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั่นเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560
แต่วันนี้เมื่อแผนการแก้ไขข้อบกพร่องด้านการกำกับดูแลการบินพลเรือนของไทยเริ่มเห็นทิศทางถึงความหวังว่าจะสามารถปลดธงแดงได้ภายในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ของปีนี้ ทำให้นกสกู๊ต เตรียมความพร้อมที่จะปักธงขยายธุรกิจเต็มตัว ตามแผนเดิมในการจัดตั้งสายการบินมาตั้งแต่ต้น อ่านได้จากสัมภาษณ์ นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกสกู๊ต
ชี้ธุรกิจเริ่มผงกหัว
ซีอีโอนกสกู๊ต เปิดใจว่า การดำเนินธุรกิจของนกสกู๊ตที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากเราไม่สามารถเปิดทำการบินเข้าสู่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตามแผนการจัดตั้งสายการบินแต่แรก จากปัญหาไทยติดธงแดง ICAO ทำให้ในปี2558 สายการบินต้องประสบปัญหาการขาดทุน 1,207 ล้านบาท เนื่องจากเป็นปีที่เราบินไม่กี่เที่ยวบิน ในรูปแบบการให้บริการแบบเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ทำให้มีรายได้เข้ามาไม่มาก
ดังนั้นในปี2559 สายการบิน จึงต้องหันมาเปิดเส้นทางบินเข้าเมืองรองของจีน อาทิ ชิงเต่า นานกิง ต้าเหลียน เทียนจิน เสิ่นหยาง และเมืองไทเป ไต้หวัน รวมแล้ว 6 เดสติเนชัน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ระหว่างที่รอไทยแก้ปัญหาเรื่อง ICAO ซึ่งก็ทำให้เรามีรายได้เข้าเพิ่มขึ้น โดยได้รับการตอบรับจากผู้โดยสารชาวจีนเป็นอย่างดีแต่อาจชะลอตัวไปช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากมีเรื่องการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญในไทย แต่กระทบแค่ไม่กี่เดือนก็กลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้นผลการขาดทุนของสายการบินก็ลดลงไป โดยปี2516 ขาดทุนอยู่ 612 ล้านบาท
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เราคาดว่า จะการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 48.6% ของปีก่อน โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ราว 5,787 ล้านบาท ขาดทุนอยู่ที่ราว 100 ล้านบาท เพราะต้องเผื่อเรื่องต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลทั้งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการ 1.07 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี2559 ซึ่งอยู่ที่ 7 แสนกว่าคน การเติบโตที่เกิดขึ้น เป็นเพราะปีนี้สายการบินจะบริหารจัดการใช้เครื่องบินเพิ่มขึ้น เป็นไม่ต่ำกว่า 11 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ราว 6ชั่วโมงต่อวันต่อลำ จากเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ER จำนวน 3 ลำ ขนาด 415 ที่นั่ง ที่อยู่ในฝูงบิน
[caption id="attachment_133863" align="aligncenter" width="489"]
รอโอกาสไทยปลดธงแดง
เขาย้ำว่า ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ กระทบแค่ 3 เดือนที่ทำให้เกิดการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน แต่นับจากเดือนมกราคมปีนี้ก็ดีขึ้นมาก อัตราการบรรทุกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาเป็น 80% โดยปีนี้นกสกู๊ต มีแผนจะทำคาร์โกด้วย และแผนบริหารจัดการการใช้เครื่องบิน เรามองการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น จากในเดือนมกราคม 2560 ซึ่งอยู่ที่ 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพิ่มมาเป็น 41 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงสิ้นปีนี้ โดยมีแผนเพิ่มความถี่ในหลายเส้นทางของจีน เช่น นานกิง จะเพิ่มเป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือนกรกฎาคมนี้ นานกิง ก็จะเพิ่มเป็น 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็นต้น
นอกจากนี้ในปีนี้ สายการบินจะเน้นกระตุ้นให้คนไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง(เอฟไอที) เดินไปเที่ยวจีน โดยได้เปิดตัวแคมเปญออนไลน์ Awesome China เพื่อโปรโมตความโดดเด่นของเส้นทางบินในจีนของเรา ซึ่งเป็นอีกตลาดในการทำตลาดของนกสกู๊ต นอกจากที่ผ่านมาฐานลูกค้าหลักของเราจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนกว่า 90%
การขยายตัวของสายการบินในปีนี้ที่ผมมองว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นมาก เป็นเพราะปัจจัยหนุนสำคัญใน 2 เรื่อง คือ 1. ปัญหาเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญคลี่คลาย และเมืองไทยยังเป็นเดสติเนชั่นที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวจีน การเปิด 6 เดสติเนชันเข้าจีนของนกสกู๊ตก็คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี และ 2. เรื่องที่ไทยติดธงแดง ICAO ดูจากภาพรวมในการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของภาครัฐ ก็พบว่าน่าจะมีสัญญาณที่ดีจาก ICAO ที่ถ้าปลดธงแดงได้ภายในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ปีนี้ เราก็พร้อมจะเปิดบินประจำเข้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ตามแผนเดิมที่ตั้งไว้แต่แรก
เล็งเปิดรูตบินญี่ปุ่น-กิมจิ
ปีนี้นกสกู๊ต จะรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง777-200 ER เข้ามาอีก 1 ลำ ช่วงเดือนกันยายนนี้ และจะเช่ามาอีก 1 ลำ และจะเช่ามาเพิ่มอีก 1 ลำช่วงปลายปี เพื่อรองรับการเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ โตเกียว โอซากา และกรุงโซล หลังไทยถูกปลดธงแดง ซึ่งหากเราขยายได้ตามแผน คาดว่าในปีหน้า สายการบินน่าจะสามารถทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจได้
หากถามว่าปัจจุบันเส้นทางบินสู่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีการแข่งขันค่อนข้างสูง การที่สายการบินเปิดจุดบินเหล่านี้ช้ากว่าคนอื่น ผมมองว่าไม่ได้มีปัญหา เพราะเรามั่นใจว่าเราสามารถทำราคาที่ดี จากการบริหารต้นทุน และจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภค ประกอบกับนโยบายที่คนไทยเดินทางไปเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า ก็ทำให้ดีมานต์ในตลาดถือว่ายังมีอยู่มาก และด้วยมาตรฐานการให้บริการของสายการบิน ก็เชื่อว่าจะเป็นที่ยอมรับ
เนื่องจากนกสกู๊ต ได้รับหนังสือรับรองการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย (IOSA)จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือIATA ก็จะยิ่งสร้างความมั่นถึงความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติการของสายการบิน ส่วนกระบวนการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่หรือ Re-Aoc ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) เราอยู่ในช่วงใกล้เสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 3 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน คาดว่าจะได้รับรองในเดือนพฤษภาคมนี้
ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของนกสกู๊ต ที่เริ่มจะโงหัวขึ้นมาแล้ว และหวังถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั่นเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560






