
พาณิชย์ยันจำเป็นต้องใช้ ม.44 เพื่อแก้ปัญหาสิทธิบัตรคั่งค้าง
พาณิชย์ยันจำเป็นต้องใช้ ม.44เพื่อแก้ปัญหาสิทธิบัตรคั่งค้าง เพิ่มบุคลากรจาก 24 คนเป็น 120 คน แต่ใช้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใช้ ม.44 สำหรับในการพิจาณาคำขอสิทธิบัตรคั่งค้าง 36,000 คำขอที่เป็นสิทธิบัตร ที่เป็นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ในทุกด้าน เช่น ด้านเคมี,วิศวกรรม, ฟิสิกส์ ,ไฟฟ้า และ รวมไปถึง สิทธิบัตรยา ซึ่งการพิจารณาจะให้ความสำคัญลำดับแรกกับสิทธิบัตรที่ยื่นคำขอมาเกินกว่า 5 ปี ตามกระบวนการผู้ที่ต้องการจะใช้มาตรการพิเศษนี้ จะต้องแจ้งความจำนงโดยสมัครใจมาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก่อน ว่าต้องการจะขอใช้มาตรการนี้
ในส่วนความกังวลเรื่อง มีคำขอสิทธิบัตรยาที่ค้างการพิจารณา อยู่ 3,000 ขอ นั้น การรับจดสิทธิบัตรยา ของกรมฯจะพิจารณารับจดเฉพาะยาใหม่ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแต่ไม่ได้แปลว่าผู้มายื่นขอจดสิทธิบัตรยาจะเข้ามาขอใช้กระบวนการภายใต้มาตรการพิเศษทั้งหมด ส่วนยาเก่าจะไม่มีการรับจดสิทธิบัตรซึ่งเรื่องราคายาไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของการรับจดสิทธิบัตร
ด้าน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาการออกสิทธิบัตรเนื่องจากปัจจุบันมีคำขอสิทธิบัตรคั่งค้างมากถึง 36,000 คำขอทั้งสิทธิบัตรคนไทยและต่างชาติ เพราะปัจจุบะนกระทรวงมีเจ้าหน้าที่มีเพียง 24 คนในการตรวจสอบ ดังนั้นคำสั่งของ คสช.ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรได้อีก 120 คน ซึ่งจะต้องฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญภายในเวลา 2 ปี เนื่องจากต้องตรวจสอบคำขอจากต่างประเทศด้วย
“ขณะนี้บุคลากร 1 คนต้องตรวจสอบคำขอถึง 325 คำขอ/ขณะที่มาเลเซียบุคลากร 110คนต่อ 77 คำขอ/ฟิลิปปินส์บุคลากร 49 คนต่อ 83 คำขอ /เวียดนาม 58 คน ต่อ 77 คำขอ การเพิ่มจำนวนบุคลากรจะช่วยให้การพิจารณาสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น นอกจากนี้จะใช้วิธีใช้การตรวจสอบที่มีการยื่นคำขอไว้แล้วในต่างประเทศว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีการตรวจสอบแล้วมาอ้างอิง จะช่วยทำให้การตรวจสอบและการออกสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น”นางอภิรดีกล่าว
ส่วนข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตรยานั้นคณะกรรมการอาหารและยาจะเป็นผู้ตรวจสอบอีกครั้งว่าจะให้ขึ้นทะเบียนยาได้หรือไม่ ส่วนราคายากระทรวงมีมาตรการดูแลราคายาโดยมี พ.ร.บ.ควบคุมราคาสินค้ากำกับและหากเป็นยาที่จำเป็นจะเชิญผู้ประกอบการมาต่อรองเพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรม โดยยืนยันว่ามาตรการนี้จะใช้เพียงชั่วคราว
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลใช้ ม.44 สำหรับในการพิจาณาคำขอสิทธิบัตรคั่งค้าง 36,000 คำขอที่เป็นสิทธิบัตร ที่เป็นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ในทุกด้าน เช่น ด้านเคมี,วิศวกรรม, ฟิสิกส์ ,ไฟฟ้า และ รวมไปถึง สิทธิบัตรยา ซึ่งการพิจารณาจะให้ความสำคัญลำดับแรกกับสิทธิบัตรที่ยื่นคำขอมาเกินกว่า 5 ปี ตามกระบวนการผู้ที่ต้องการจะใช้มาตรการพิเศษนี้ จะต้องแจ้งความจำนงโดยสมัครใจมาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก่อน ว่าต้องการจะขอใช้มาตรการนี้
ในส่วนความกังวลเรื่อง มีคำขอสิทธิบัตรยาที่ค้างการพิจารณา อยู่ 3,000 ขอ นั้น การรับจดสิทธิบัตรยา ของกรมฯจะพิจารณารับจดเฉพาะยาใหม่ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแต่ไม่ได้แปลว่าผู้มายื่นขอจดสิทธิบัตรยาจะเข้ามาขอใช้กระบวนการภายใต้มาตรการพิเศษทั้งหมด ส่วนยาเก่าจะไม่มีการรับจดสิทธิบัตรซึ่งเรื่องราคายาไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของการรับจดสิทธิบัตร
ด้าน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาการออกสิทธิบัตรเนื่องจากปัจจุบันมีคำขอสิทธิบัตรคั่งค้างมากถึง 36,000 คำขอทั้งสิทธิบัตรคนไทยและต่างชาติ เพราะปัจจุบะนกระทรวงมีเจ้าหน้าที่มีเพียง 24 คนในการตรวจสอบ ดังนั้นคำสั่งของ คสช.ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรได้อีก 120 คน ซึ่งจะต้องฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญภายในเวลา 2 ปี เนื่องจากต้องตรวจสอบคำขอจากต่างประเทศด้วย
“ขณะนี้บุคลากร 1 คนต้องตรวจสอบคำขอถึง 325 คำขอ/ขณะที่มาเลเซียบุคลากร 110คนต่อ 77 คำขอ/ฟิลิปปินส์บุคลากร 49 คนต่อ 83 คำขอ /เวียดนาม 58 คน ต่อ 77 คำขอ การเพิ่มจำนวนบุคลากรจะช่วยให้การพิจารณาสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น นอกจากนี้จะใช้วิธีใช้การตรวจสอบที่มีการยื่นคำขอไว้แล้วในต่างประเทศว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีการตรวจสอบแล้วมาอ้างอิง จะช่วยทำให้การตรวจสอบและการออกสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น”นางอภิรดีกล่าว
ส่วนข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตรยานั้นคณะกรรมการอาหารและยาจะเป็นผู้ตรวจสอบอีกครั้งว่าจะให้ขึ้นทะเบียนยาได้หรือไม่ ส่วนราคายากระทรวงมีมาตรการดูแลราคายาโดยมี พ.ร.บ.ควบคุมราคาสินค้ากำกับและหากเป็นยาที่จำเป็นจะเชิญผู้ประกอบการมาต่อรองเพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรม โดยยืนยันว่ามาตรการนี้จะใช้เพียงชั่วคราว






