
ราชบุรีฯลุยลงทุน1.8แสนล้านเน้นตปท.-กำลังผลิตเพิ่ม2,500เมกะวัตต์ใน6ปี
ราชบุรีโฮลดิ้ง กางแผนลงทุน 7 ปี 1.8 แสนล้านดันกำลังผลิตเพิ่มอีก 2,500 เมกะวัตต์ ให้เป็นไปตามเป้าที่ 1 หมื่นเมะวัตต์ภายในปี 2566 ลุยต่อยอดใน สปป.ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย หลังจากไทยถึงจุดอิ่มตัว
บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแผนลงทุนในช่วง 7 ปี(2560-2566) ที่จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนล้านบาท สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีเป้าหมายไว้ที่ราว 1 หมื่นเมกะวัตต์ ภายในปี 2566 จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่จ่ายไฟฟ้าและอยู่ระหว่างก่อสร้างราว 6,980 เมกะวัตต์ โดยจะพุ่งเป้าต่อยอดการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ สปป.ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ซึ่งในปีนี้มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตให้อยู่ในมือได้ราว 7,500 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 520 เมกะวัตต์ ด้วยงบลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท
นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากแผนที่ตั้งเป้าหมายภายในปี 2566 บริษัทจะต้องมีกำลงการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 2,500 เมกะวัตต์ จากปีนี้ที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 7,500 เมกะวัตต์ ซึ่งในระยะ 7 ปีนี้ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนโครงการราว 1.8 แสนล้านบาท โดยในส่วนนี้จะเป็นเงินลงทุนของบริษัทเองประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และเป็นเงินกู้ราว 1.2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ การวางเป้าหมายดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ และใกล้เคียงยังมีการขยายตัว โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียอย่างสปป.ลาว ที่มีศักยภาพการพัฒนาพลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าถึง 4 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันพัฒนาได้ประมาณ 5,000-6,000เมกะวัตต์ เท่านั้น ยังเป็นช่วงว่างที่จะทำให้บริษัทเข้าไปลงทุนได้อีกมา แม้ว่าตลาดการรับซื้อไฟฟ้าของไทย ซึ่งขณะนี้ถึงจุดอิ่มตัวจากปริมาณสำรองสูง แต่ทางเวียดนามยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอีกมาก ทำให้สามารถพัฒนาโครงการขายไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้ เป็นต้น
รวมถึงการเข้าไปต่อยอดลงทุนในออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันบริษัทเข้าไปปักฐานการลงทุนได้แล้ว โดยมีโครงการลมขนาด 180 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้นอยู่ราว 80 % หรือคิดเป็นสัดส่วนของบริษัท 144 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีนี้ อีกทั้งอยู่ระหว่างการเจรจาที่จะเข้าซื้อหุ้นในโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาด 42 เมกะวัตต์ ส่วนอินโดนีเซีย ก็มีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ขนาด 250 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ฟิลิปปินส์ มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ก็อยู่ระหว่างเจรจาเช่นกัน หากประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยเพิ่มกำลงการผลิตของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต
นายสมนึก จินดาทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารสินทรัพย์ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ส่วนความคืบหน้าในการร่วมทุนกับทางบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมมือในการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในรูปคลังลอยน้ำ(FSRU) ขนาด 5 ล้านตัน ในเมียนมานั้น คาดว่าในเร็วๆนี้ ทางปตท.และบริษัท คงจะเดินทางไปเจรจาให้ได้ข้อยุติว่าทางเมียนมาจะเข้ามามีส่วนรวมกับโครงการนี้อย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา ต้องการเข้ามาถือหุ้นหรือต้องการผลประโยชน์จากโครงการนี้ในรูปแบบต่างๆ หากได้ข้อยุติแล้ว คงจะมีเจรจากับปตท.ว่าจะร่วมถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่าใด
ส่วนกรณีโครงการเวสต์ห้วยบง 2 ดำเนินการโดยบริษัทเค.อาร์.ทู จำกัด ส่วนโครงการเวสต์ ห้วยบง 3 ดำเนินการโดยบริษัท เฟิร์ส โคราช วินด์ จำกัดซึ่งทั้ง 2 โครงการบริษัทถือหุ้นแห่งละ 20% รวมกำลังผลิตราว206 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุน2 โครงการรวมกันทั้งสิ้น 1.3053หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการเช่าพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งบริษัทได้มีการจ่ายค่าเช่าให้กับ ส.ป.ก.ปีละ3.2 หมื่นบาทต่อไร่ และยังเช่าพื้นที่ของเกษตรกรอีกราว1 หมื่นไร่ ซึ่งได้มีการจ่ายค่าเช่าระหว่าง 2,000-3.2 หมื่นบาทต่อไร่ รวมทั้งได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และมีเงินสนับสนุนกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ดังนั้นผลประโยชน์ตรงนี้ตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อโครงการที่จ่ายไฟฟ้ามา 3-4 ปีแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,237 วันที่ 19 - 22 กุมภาพันธ์ 2560
บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแผนลงทุนในช่วง 7 ปี(2560-2566) ที่จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนล้านบาท สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีเป้าหมายไว้ที่ราว 1 หมื่นเมกะวัตต์ ภายในปี 2566 จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่จ่ายไฟฟ้าและอยู่ระหว่างก่อสร้างราว 6,980 เมกะวัตต์ โดยจะพุ่งเป้าต่อยอดการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ สปป.ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ซึ่งในปีนี้มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตให้อยู่ในมือได้ราว 7,500 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 520 เมกะวัตต์ ด้วยงบลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท
นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากแผนที่ตั้งเป้าหมายภายในปี 2566 บริษัทจะต้องมีกำลงการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 2,500 เมกะวัตต์ จากปีนี้ที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 7,500 เมกะวัตต์ ซึ่งในระยะ 7 ปีนี้ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนโครงการราว 1.8 แสนล้านบาท โดยในส่วนนี้จะเป็นเงินลงทุนของบริษัทเองประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และเป็นเงินกู้ราว 1.2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ การวางเป้าหมายดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ และใกล้เคียงยังมีการขยายตัว โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียอย่างสปป.ลาว ที่มีศักยภาพการพัฒนาพลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าถึง 4 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันพัฒนาได้ประมาณ 5,000-6,000เมกะวัตต์ เท่านั้น ยังเป็นช่วงว่างที่จะทำให้บริษัทเข้าไปลงทุนได้อีกมา แม้ว่าตลาดการรับซื้อไฟฟ้าของไทย ซึ่งขณะนี้ถึงจุดอิ่มตัวจากปริมาณสำรองสูง แต่ทางเวียดนามยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอีกมาก ทำให้สามารถพัฒนาโครงการขายไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้ เป็นต้น
รวมถึงการเข้าไปต่อยอดลงทุนในออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันบริษัทเข้าไปปักฐานการลงทุนได้แล้ว โดยมีโครงการลมขนาด 180 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้นอยู่ราว 80 % หรือคิดเป็นสัดส่วนของบริษัท 144 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีนี้ อีกทั้งอยู่ระหว่างการเจรจาที่จะเข้าซื้อหุ้นในโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาด 42 เมกะวัตต์ ส่วนอินโดนีเซีย ก็มีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ขนาด 250 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ฟิลิปปินส์ มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ก็อยู่ระหว่างเจรจาเช่นกัน หากประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยเพิ่มกำลงการผลิตของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต
นายสมนึก จินดาทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารสินทรัพย์ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ส่วนความคืบหน้าในการร่วมทุนกับทางบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมมือในการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในรูปคลังลอยน้ำ(FSRU) ขนาด 5 ล้านตัน ในเมียนมานั้น คาดว่าในเร็วๆนี้ ทางปตท.และบริษัท คงจะเดินทางไปเจรจาให้ได้ข้อยุติว่าทางเมียนมาจะเข้ามามีส่วนรวมกับโครงการนี้อย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา ต้องการเข้ามาถือหุ้นหรือต้องการผลประโยชน์จากโครงการนี้ในรูปแบบต่างๆ หากได้ข้อยุติแล้ว คงจะมีเจรจากับปตท.ว่าจะร่วมถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่าใด
ส่วนกรณีโครงการเวสต์ห้วยบง 2 ดำเนินการโดยบริษัทเค.อาร์.ทู จำกัด ส่วนโครงการเวสต์ ห้วยบง 3 ดำเนินการโดยบริษัท เฟิร์ส โคราช วินด์ จำกัดซึ่งทั้ง 2 โครงการบริษัทถือหุ้นแห่งละ 20% รวมกำลังผลิตราว206 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุน2 โครงการรวมกันทั้งสิ้น 1.3053หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการเช่าพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งบริษัทได้มีการจ่ายค่าเช่าให้กับ ส.ป.ก.ปีละ3.2 หมื่นบาทต่อไร่ และยังเช่าพื้นที่ของเกษตรกรอีกราว1 หมื่นไร่ ซึ่งได้มีการจ่ายค่าเช่าระหว่าง 2,000-3.2 หมื่นบาทต่อไร่ รวมทั้งได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และมีเงินสนับสนุนกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ดังนั้นผลประโยชน์ตรงนี้ตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อโครงการที่จ่ายไฟฟ้ามา 3-4 ปีแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,237 วันที่ 19 - 22 กุมภาพันธ์ 2560






