
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังดอลลาร์แข็งสุดในรอบ 3 สัปดาห์
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังดอลลาร์แข็งสุดในรอบ 3 สัปดาห์และสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบต่อเนื่อง
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมัน ประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560
- ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น หลังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่านโยบายการปรับลดภาษีของทรัมป์จะช่วยส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงานล่าสุดของ Baker Hughes พบว่าปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 8 แท่นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ระดับ 591 แท่น
- สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดในเดือน มี.ค. 60 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานในสหรัฐฯ (Shale Oil) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 80,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ประมาณ 4.87 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการปรับเพิ่มขึ้นนำโดยแหล่งผลิต Permian ที่เพิ่มขึ้นกว่า 70,000 บาร์เรลต่อวัน
+ อย่างไรก็ตาม ราคายังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกที่สามารถลดกำลังการผลิตลงได้สูงถึงร้อยละ 93 ของข้อตกลง จากรายงานประจำเดือนของโอเปก พบว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของโอเปกในเดือน ม.ค. 60 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 29.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังซาอุดิอาระเบียปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่ได้ตกลงไว้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตล่าสุดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน
+ สำหรับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก ปริมาณการผลิตปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปริมาณการผลิตของรัสเซียในเดือน ม.ค. ปรับลดลงประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวันและคาดว่าจะลดลงได้ตามเป้าหมายในเดือน เม.ย. 60 ในขณะที่ปริมาณการผลิตของโอมานและคาซัคสถานได้ปรับลดลงตามที่ได้ตกลงไว้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสิงคโปร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน อย่างไรก็ดี ราคายังคงได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นจากอินโดนีเซียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และศรีลังกา อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการส่งออกจีนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากอุปสงค์ยังคงชะลอตัวลง
ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 51-56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 53-58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
จับตาการประชุมระหว่างผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 21 – 22 ก.พ. ว่าจะมีประเด็นพิ่มเติมเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตหรือไม่ จากรายงานล่าสุดของโอเปกพบว่าผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกสามารถปรับลดกำลังการผลิตลงกว่า 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวันจากระดับที่ตกลงกันไว้ในเดือน พ.ย. 59 ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 93 ของข้อตกลง นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดน้ำมันค่อนข้างมากเนื่องจากระดับดังกล่าวสูงกว่าในอดีตที่สามารถปรับลดได้เพียงร้อยละ 60
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงและโรงกลั่นที่ปรับลดกำลังการกลั่นลงในช่วงการปิดซ่อมบำรุงประจำฤดูกาล โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.พ. 60 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 13.83 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 508.59 ล้านบาร์เรล
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าระดับต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นดินดานในสหรัฐฯ ที่ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ส่งผลให้ผู้ผลิตเพิ่มการขุดเจาะขึ้นต่อเนื่อง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 ก.พ. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 8 แท่น มาอยู่ที่ 591 แท่น ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 58
ที่มา : บมจ.ไทยออยล์
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมัน ประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560
- ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น หลังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่านโยบายการปรับลดภาษีของทรัมป์จะช่วยส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงานล่าสุดของ Baker Hughes พบว่าปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 8 แท่นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ระดับ 591 แท่น
- สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดในเดือน มี.ค. 60 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานในสหรัฐฯ (Shale Oil) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 80,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ประมาณ 4.87 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการปรับเพิ่มขึ้นนำโดยแหล่งผลิต Permian ที่เพิ่มขึ้นกว่า 70,000 บาร์เรลต่อวัน
+ อย่างไรก็ตาม ราคายังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกที่สามารถลดกำลังการผลิตลงได้สูงถึงร้อยละ 93 ของข้อตกลง จากรายงานประจำเดือนของโอเปก พบว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของโอเปกในเดือน ม.ค. 60 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 29.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังซาอุดิอาระเบียปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่ได้ตกลงไว้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตล่าสุดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน
+ สำหรับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก ปริมาณการผลิตปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปริมาณการผลิตของรัสเซียในเดือน ม.ค. ปรับลดลงประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวันและคาดว่าจะลดลงได้ตามเป้าหมายในเดือน เม.ย. 60 ในขณะที่ปริมาณการผลิตของโอมานและคาซัคสถานได้ปรับลดลงตามที่ได้ตกลงไว้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสิงคโปร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน อย่างไรก็ดี ราคายังคงได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นจากอินโดนีเซียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และศรีลังกา อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการส่งออกจีนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากอุปสงค์ยังคงชะลอตัวลง
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 51-56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 53-58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
จับตาการประชุมระหว่างผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 21 – 22 ก.พ. ว่าจะมีประเด็นพิ่มเติมเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตหรือไม่ จากรายงานล่าสุดของโอเปกพบว่าผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกสามารถปรับลดกำลังการผลิตลงกว่า 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวันจากระดับที่ตกลงกันไว้ในเดือน พ.ย. 59 ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 93 ของข้อตกลง นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดน้ำมันค่อนข้างมากเนื่องจากระดับดังกล่าวสูงกว่าในอดีตที่สามารถปรับลดได้เพียงร้อยละ 60
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงและโรงกลั่นที่ปรับลดกำลังการกลั่นลงในช่วงการปิดซ่อมบำรุงประจำฤดูกาล โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.พ. 60 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 13.83 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 508.59 ล้านบาร์เรล
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าระดับต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นดินดานในสหรัฐฯ ที่ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ส่งผลให้ผู้ผลิตเพิ่มการขุดเจาะขึ้นต่อเนื่อง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 ก.พ. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 8 แท่น มาอยู่ที่ 591 แท่น ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 58
ที่มา : บมจ.ไทยออยล์






