
ส.เหล็กโครงสร้างฯยันมาตรการเซฟการ์ดเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยปกป้องผู้บริโภค
สมาคมเหล็กโครงสร้างฯยันมาตรการเซฟการ์ดเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ปกป้องผู้บริโภค ลดการขาดดุลการค้า
ดร. เภา บุญเยี่ยม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย จากประเทศจีน ที่ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมากโดยในปี 2558 ประเทศไทย มีการนำเข้าเหล็ก H - Beam เจืออัลลอยเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2557 ถึงร้อยละ357 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากต่อวงการก่อสร้างของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้เหล็กH – Beam เจืออัลลอย ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรฐานใดๆ ในโลกให้การรับรองด้านความปลอดภัย แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกก็ไม่ได้ใช้เหล็กชนิดนี้ในการก่อสร้าง
ดังนั้น การที่กรมการค้าต่างประเทศ ได้ประกาศมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยที่เพิ่มขึ้น (Safeguard)นั้น จึงเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นมาตรการที่บังคับใช้กับเหล็ก H-Beam ทั่วไป แต่จะใช้กับเหล็กH-Beam เจืออัลลอยซึ่งเป็นเหล็กที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้นโดยมาตรการ Safeguardเป็นมาตรการสากลตามหลักขององค์การการค้าโลก (WTO)ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก
นอกจากนี้ เหล็กH-Beam ที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย มอก.1227-2558 จะต้องมีตัวนูนเพื่อระบุผู้ผลิตและเกรดของสินค้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบกลับได้ในกรณีเกิดปัญหาในการใช้งานซึ่งจะเป็นประโยชนต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นมาตรฐานสินค้าที่ใช้ในประเทศชั้นนำ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เช่นกัน โดยที่เหล็ก H-Beam เจืออัลลอยไม่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย มอก. ดังกล่าว
ดร.เภา กล่าวต่อไปว่า “สินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลราคาของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด โดยมีการกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุน
เหล็กวัตถุดิบทั้งนี้ อุตสาหกรรมเหล็ก H-Beam ไม่ได้เป็นการผูกขาด และไม่ได้ปิดกั้นผู้ลงทุนรายใหม่ โดยที่ผู้บริโภคนอกจากจะใช้เหล็ก H-Beam จากผู้ประกอบการในประเทศแล้ว ยังสามารถใช้เหล็กH-Beam ที่นำเข้ามาจากหลายๆประเทศได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น สมาคมฯ จึงเห็นว่ามาตรการ Safeguard สำหรับปกป้องการนำเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยของกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในด้านความปลอดภัย และสร้างความเป็นธรรมทางการค้ารวมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำทั่วโลก”
นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่าบริษัทเหล็กสยามยามาโตะ จำกัด เป็นบริษัทผลิต H-Beam ของไทยที่ร่วมทุนกับบริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น การตั้งโรงงานในไทยทำให้สามารถทดแทนการนำเข้า ช่วยลดการขาดดุลการค้าอีกทั้งเกิดการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยนอกจากนี้ ยังเป็นการถ่ายโอนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอีกด้วย
“ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของเหล็กH-Beam เจืออัลลอย เลี่ยงพิกัดอัตราภาษีศุลกากรซึ่งเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมีการตัดราคาสินค้า กระทบต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเหล็กในประเทศ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงต้องขอขอบคุณภาครัฐที่ออกมาตรการ Safeguard เพื่อก่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งเป็นการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างดีที่สุด” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ดร. เภา บุญเยี่ยม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย จากประเทศจีน ที่ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมากโดยในปี 2558 ประเทศไทย มีการนำเข้าเหล็ก H - Beam เจืออัลลอยเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2557 ถึงร้อยละ357 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากต่อวงการก่อสร้างของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้เหล็กH – Beam เจืออัลลอย ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรฐานใดๆ ในโลกให้การรับรองด้านความปลอดภัย แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกก็ไม่ได้ใช้เหล็กชนิดนี้ในการก่อสร้าง
ดังนั้น การที่กรมการค้าต่างประเทศ ได้ประกาศมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยที่เพิ่มขึ้น (Safeguard)นั้น จึงเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นมาตรการที่บังคับใช้กับเหล็ก H-Beam ทั่วไป แต่จะใช้กับเหล็กH-Beam เจืออัลลอยซึ่งเป็นเหล็กที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้นโดยมาตรการ Safeguardเป็นมาตรการสากลตามหลักขององค์การการค้าโลก (WTO)ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก
นอกจากนี้ เหล็กH-Beam ที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย มอก.1227-2558 จะต้องมีตัวนูนเพื่อระบุผู้ผลิตและเกรดของสินค้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบกลับได้ในกรณีเกิดปัญหาในการใช้งานซึ่งจะเป็นประโยชนต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นมาตรฐานสินค้าที่ใช้ในประเทศชั้นนำ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เช่นกัน โดยที่เหล็ก H-Beam เจืออัลลอยไม่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย มอก. ดังกล่าว
ดร.เภา กล่าวต่อไปว่า “สินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลราคาของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด โดยมีการกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุน
เหล็กวัตถุดิบทั้งนี้ อุตสาหกรรมเหล็ก H-Beam ไม่ได้เป็นการผูกขาด และไม่ได้ปิดกั้นผู้ลงทุนรายใหม่ โดยที่ผู้บริโภคนอกจากจะใช้เหล็ก H-Beam จากผู้ประกอบการในประเทศแล้ว ยังสามารถใช้เหล็กH-Beam ที่นำเข้ามาจากหลายๆประเทศได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น สมาคมฯ จึงเห็นว่ามาตรการ Safeguard สำหรับปกป้องการนำเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยของกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในด้านความปลอดภัย และสร้างความเป็นธรรมทางการค้ารวมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำทั่วโลก”
นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่าบริษัทเหล็กสยามยามาโตะ จำกัด เป็นบริษัทผลิต H-Beam ของไทยที่ร่วมทุนกับบริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น การตั้งโรงงานในไทยทำให้สามารถทดแทนการนำเข้า ช่วยลดการขาดดุลการค้าอีกทั้งเกิดการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยนอกจากนี้ ยังเป็นการถ่ายโอนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอีกด้วย
“ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของเหล็กH-Beam เจืออัลลอย เลี่ยงพิกัดอัตราภาษีศุลกากรซึ่งเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมีการตัดราคาสินค้า กระทบต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเหล็กในประเทศ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงต้องขอขอบคุณภาครัฐที่ออกมาตรการ Safeguard เพื่อก่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งเป็นการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างดีที่สุด” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย






