
ปตท.สผ.โชว์กำไรปี 59 ที่ 372 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
วันที่ 26 มกราคม 2560-บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลประกอบการปี 2559 กลับมามีกำไรสุทธิสูงถึง 372 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าราคาน้ำมันในปี 2559 จะมีความผันผวนสูง โดยแตะที่จุดต่ำสุดบาร์เรลละ 23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปตท.สผ. ยังคงสามารถบริหารจัดการด้านผลการดำเนินงานให้เป็นบวกโดยการจัดการอย่างมืออาชีพในทุกด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านปฏิบัติการ ด้านการเงิน และการลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปตท.สผ. มีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำสามารถรองรับกับราคาน้ำมันในทุกสถานการณ์ในขณะที่ยังคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และชุมชน
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ.และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปี 2559 ที่ 372 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(เทียบเท่า 12,860ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ขาดทุนสุทธิ 854 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 31,590 ล้านบาท) ซึ่งในปีดังกล่าวมีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ (Impairment loss on assets) จำนวน 1,385 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ในขณะที่ปี 2559 มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการปรับแผนการผลิตตามศักยภาพของแหล่งในปัจจุบัน
ในส่วนของรายได้ปี 2559 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 4,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า152,745 ล้านบาท)ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับรายได้ 5,614ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดของราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยซึ่งลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกมาอยู่ที่ประมาณ 35.91 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากในปีก่อนหน้าที่ 45.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยในส่วนของปริมาณการขายนั้น ปตท.สผ.สามารถรักษาระดับปริมาณการขายได้ตามแผนที่ 319,521 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2559 ซึ่งต่ำกว่าปี 2558 ที่ระดับ 322,167 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันเล็กน้อยโดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยุติการลงทุนในโครงการโอมาน 44 ในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามในส่วนของต้นทุนปตท.สผ.สามารถลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตามนโยบาย SPEND SMART to Business Sustainabilityรวมทั้งได้มีการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมืออาชีพเพื่อลดตุ้นทุนโดยการซื้อคืนหุ้นกู้และปรับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทย่อยมีผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ปรับลดมาอยู่ที่ 30.46 ดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2559 ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงจากปี 2558 กว่าร้อยละ 20
สำหรับสถานะการเงิน ณ สิ้นปี 2559ปตท.สผ.มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 18,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 676,890 ล้านบาท) ซึ่งรวมเงินสดจำนวน 4,022ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 144,096 ล้านบาท) มีหนี้สินรวม 7,505 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 268,906 ล้านบาท) ซึ่งได้รวมหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจำนวน 2,832 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 11,386 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 407,984 ล้านบาท)
จากผลการดำเนินงานข้างต้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2559 ที่อัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น โดยปตท.สผ.ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกในอัตรา 0.75 บาทต่อหุ้น จึงยังคงเหลือเงินปันผลจ่ายสำหรับงวด 6 เดือนหลังอีกในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อรับสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560และจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 เมษายน 2560
สำหรับแผนดำเนินงานปี 2560 นายสมพร กล่าวว่า ปตท.สผ.ยังคงมุ่งเน้นที่จะรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย คาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 312,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยมีความพยายามที่จะรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในช่วง 30-31 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีแรกของปี 2560 ปตท.สผ.ยังคงมองว่าน่าจะอยู่ในช่วง 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปก โดยในครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันคงจะยังมีความผันผวน ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบกับราคาน้ำมันในอนาคต เช่น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปก นโยบายทางด้านธุรกิจพลังงานของผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองอื่นๆสำหรับด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตให้กับปตท.สผ.ในอนาคตนั้น ปตท.สผ.ยังคงให้ความสำคัญที่จะเร่งรัดพัฒนาโครงการที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจได้แก่ แหล่งอุบลในโครงการคอนแทร็ค 4 โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ การเร่งดำเนินการในกิจกรรมสำรวจในแปลงที่มีอยู่ปัจจุบันรวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายสมพร กล่าวเสริมเรื่องของทิศทางในอนาคตว่า “แม้ความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลคาดว่าจะลดลงในอนาคต แต่พลังงานฟอสซิลจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานสะอาด โดยจากโครงการผลิตที่ ปตท.สผ. มีอยู่ปัจจุบันและที่กำลังจะพัฒนาใน 4-5 ปีข้างหน้ากว่าร้อยละ 60 จะเป็นการผลิตก๊าซธรรมชาติ และหากรวมถึงกลยุทธ์ที่จะร่วมลงทุนกับ ปตท. ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)แล้ว มั่นใจได้ว่าทิศทางกลยุทธ์ของ ปตท.สผ. สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานในอนาคตทั้งของประเทศไทยและของโลกได้”
“ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และด้วยความร่วมมือร่วมใจของพนักงาน ปตท.สผ. ในการหาแนวทางลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมืออาชีพโดยยึดหลักการมีวินัยทางการเงิน การดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและปฎิบัติงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลส่งผลให้ ปตท.สผ. สามารถฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันที่ผ่านมาได้ด้วยสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง เราในฐานะบริษัทสำรวจและผลิตของประเทศไทย มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าแสวงหาปริมาณสำรอง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ” นายสมพร กล่าวในตอนท้าย
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ.และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปี 2559 ที่ 372 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(เทียบเท่า 12,860ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ขาดทุนสุทธิ 854 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 31,590 ล้านบาท) ซึ่งในปีดังกล่าวมีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ (Impairment loss on assets) จำนวน 1,385 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ในขณะที่ปี 2559 มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการปรับแผนการผลิตตามศักยภาพของแหล่งในปัจจุบัน
ในส่วนของรายได้ปี 2559 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 4,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า152,745 ล้านบาท)ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับรายได้ 5,614ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดของราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยซึ่งลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกมาอยู่ที่ประมาณ 35.91 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากในปีก่อนหน้าที่ 45.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยในส่วนของปริมาณการขายนั้น ปตท.สผ.สามารถรักษาระดับปริมาณการขายได้ตามแผนที่ 319,521 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2559 ซึ่งต่ำกว่าปี 2558 ที่ระดับ 322,167 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันเล็กน้อยโดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยุติการลงทุนในโครงการโอมาน 44 ในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามในส่วนของต้นทุนปตท.สผ.สามารถลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตามนโยบาย SPEND SMART to Business Sustainabilityรวมทั้งได้มีการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมืออาชีพเพื่อลดตุ้นทุนโดยการซื้อคืนหุ้นกู้และปรับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทย่อยมีผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ปรับลดมาอยู่ที่ 30.46 ดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2559 ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงจากปี 2558 กว่าร้อยละ 20
สำหรับสถานะการเงิน ณ สิ้นปี 2559ปตท.สผ.มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 18,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 676,890 ล้านบาท) ซึ่งรวมเงินสดจำนวน 4,022ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 144,096 ล้านบาท) มีหนี้สินรวม 7,505 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 268,906 ล้านบาท) ซึ่งได้รวมหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจำนวน 2,832 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 11,386 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่า 407,984 ล้านบาท)
จากผลการดำเนินงานข้างต้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2559 ที่อัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น โดยปตท.สผ.ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกในอัตรา 0.75 บาทต่อหุ้น จึงยังคงเหลือเงินปันผลจ่ายสำหรับงวด 6 เดือนหลังอีกในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อรับสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560และจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 เมษายน 2560
สำหรับแผนดำเนินงานปี 2560 นายสมพร กล่าวว่า ปตท.สผ.ยังคงมุ่งเน้นที่จะรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย คาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 312,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยมีความพยายามที่จะรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในช่วง 30-31 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีแรกของปี 2560 ปตท.สผ.ยังคงมองว่าน่าจะอยู่ในช่วง 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปก โดยในครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันคงจะยังมีความผันผวน ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบกับราคาน้ำมันในอนาคต เช่น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปก นโยบายทางด้านธุรกิจพลังงานของผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองอื่นๆสำหรับด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตให้กับปตท.สผ.ในอนาคตนั้น ปตท.สผ.ยังคงให้ความสำคัญที่จะเร่งรัดพัฒนาโครงการที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจได้แก่ แหล่งอุบลในโครงการคอนแทร็ค 4 โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ การเร่งดำเนินการในกิจกรรมสำรวจในแปลงที่มีอยู่ปัจจุบันรวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายสมพร กล่าวเสริมเรื่องของทิศทางในอนาคตว่า “แม้ความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลคาดว่าจะลดลงในอนาคต แต่พลังงานฟอสซิลจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานสะอาด โดยจากโครงการผลิตที่ ปตท.สผ. มีอยู่ปัจจุบันและที่กำลังจะพัฒนาใน 4-5 ปีข้างหน้ากว่าร้อยละ 60 จะเป็นการผลิตก๊าซธรรมชาติ และหากรวมถึงกลยุทธ์ที่จะร่วมลงทุนกับ ปตท. ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)แล้ว มั่นใจได้ว่าทิศทางกลยุทธ์ของ ปตท.สผ. สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานในอนาคตทั้งของประเทศไทยและของโลกได้”
“ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และด้วยความร่วมมือร่วมใจของพนักงาน ปตท.สผ. ในการหาแนวทางลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมืออาชีพโดยยึดหลักการมีวินัยทางการเงิน การดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและปฎิบัติงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลส่งผลให้ ปตท.สผ. สามารถฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันที่ผ่านมาได้ด้วยสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง เราในฐานะบริษัทสำรวจและผลิตของประเทศไทย มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าแสวงหาปริมาณสำรอง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ” นายสมพร กล่าวในตอนท้าย






