
CPL เผยแผนปี 60 ตั้งเป้ารายได้โต 25% หลังผนึก‘แพงโกลิน’
CPL เผยแผนงานปี 60 หลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ ด้วยการผนึกกับ“แพงโกลินฯ”มั่นใจรายได้ปีนี้โต 25% ย้ำการรับโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยเฉพาะการขยับสู่สินค้าปลายน้ำ ที่สามารถดันอัตรามาร์จิน ให้ขยับเพิ่มจากธุรกิจฟอกหนังที่มีมาร์จินอยู่ประมาณ 3-4%
นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้นำอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่มเจริญสิน เปิดเผยว่า หลังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญของบริษัทฯ ด้วยการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด ทำให้ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ CPL จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจฟอกหนัง ซึ่งเป็นสินค้าขั้นต้น จะขยับไปสู่การผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เซฟตี้ ซึ่งเป็นสินค้าขั้นปลาย ทำให้ธุรกิจของ CPL ครบวงจรมากขึ้น บริษัทฯ จึงตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 25%
ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้ CPL ดำเนินการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด โดยใช้วิธีการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อจัดสรรเป็นการเฉพาะเจาะจงให้แก่แพงโกลินฯ เป็นค่าตอบแทนในการรับโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ มารวมกับ CPL โดยบริษัทฯ จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 264 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 10 บาท เป็น 418.9 ล้านบาท ด้วยการออกหุ้นใหม่จำนวน 15,489,942 หุ้น ที่ราคาประมาณหุ้นละ 34.28 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 531 ล้านบาท ซึ่งจากการทำรายการดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มวงษ์เจริญสินใน CPL เพิ่มขึ้นจาก 51.27% เป็น 69.29% กลุ่มวงษ์เจริญสินจึงได้ประกาศเจตนาที่จะทำคำเสนอซื้อหุ้นของบริษัทฯ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) โดยกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติในการควบรวมกิจการดังกล่าวในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560
“การรับโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ ไม่เพียงแต่จะทำให้ขนาดของสินทรัพย์และรายได้ของ CPL เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกประการ คือ ธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ จะทำให้อัตรามาร์จินของ CPL ขยับเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มาร์จินของธุรกิจฟอกหนังจะคงที่อยู่ที่ประมาณ 3-4% อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจฟอกหนังนั้น เราก็เชื่อมั่นว่า ปีนี้จะสดใสกว่าปีที่แล้ว โดยในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา เราได้รับออเดอร์จากคู่ค้าสำคัญซึ่งเป็นผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ชั้นนำของโลก ซึ่งได้วางแผนการผลิตตั้งแต่ปลายปีแล้ว ขณะที่บริษัท อินทิเกรเต็ด เลเธอร์ เน็ตเวอร์ค จำกัด ที่ทำหน้าที่รับออเดอร์ซื้อมาขายไปหนังฟอกทุกประเภท และเป็นโกดังเก็บหนังฟอกรอส่งต่อให้กับลูกค้าทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตร ที่ CPL ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 40% ก็จะเริ่มดำเนินการได้เต็มที่มากขึ้น” นายสุวัชชัยกล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา CPL ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายไปสู่สินค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตหนังในหลายรูปแบบ โดยอยู่ระหว่างการหารือกับหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้าในประเทศและต่างประเทศ และยังมีการศึกษาการลงทุนใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้อีกด้วย
ด้านนายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ หรืออุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดอุปกรณ์นิรภัยของไทย ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ของตลาดทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการคาดการณ์ว่า ตลาดอุปกรณ์นิรภัยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 7.8% ภายในระยะเวลา 6 ปี เนื่องจากความต้องการอุปกรณ์นิรภัยเพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจก่อสร้าง ที่ต้องใช้อุปกรณ์นิรภัยในการป้องกันระหว่างการทำงาน นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐยังให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมความปลอดภัยในองค์กรและโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย
“ในฐานะที่แพงโกลินฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซฟตี้ โปรดักส์ เราจึงมีความพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรม โดยเราได้เตรียมรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ด้วยการนำเข้าสินค้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นให้ได้มากที่สุด ตามสโลแกนที่ว่า Pangolin–Your Safety DNA เมื่อใดที่ลูกค้าต้องการความปลอดภัย ก็จะนึกถึงผลิตภัณฑ์ของเราและเลือกใช้บริการของเรา” กรรมการผู้จัดการแพงโกลินฯกล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังการโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ ให้กับ CPL ซึ่งคาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2560 ก็เชื่อว่า โอกาสในการเติบโตของแพงโกลินฯ รวมถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซฟตี้ โปรดักส์ จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับ CPL ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้นำอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่มเจริญสิน เปิดเผยว่า หลังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญของบริษัทฯ ด้วยการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด ทำให้ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ CPL จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจฟอกหนัง ซึ่งเป็นสินค้าขั้นต้น จะขยับไปสู่การผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เซฟตี้ ซึ่งเป็นสินค้าขั้นปลาย ทำให้ธุรกิจของ CPL ครบวงจรมากขึ้น บริษัทฯ จึงตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 25%
ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้ CPL ดำเนินการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด โดยใช้วิธีการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อจัดสรรเป็นการเฉพาะเจาะจงให้แก่แพงโกลินฯ เป็นค่าตอบแทนในการรับโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ มารวมกับ CPL โดยบริษัทฯ จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 264 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 10 บาท เป็น 418.9 ล้านบาท ด้วยการออกหุ้นใหม่จำนวน 15,489,942 หุ้น ที่ราคาประมาณหุ้นละ 34.28 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 531 ล้านบาท ซึ่งจากการทำรายการดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มวงษ์เจริญสินใน CPL เพิ่มขึ้นจาก 51.27% เป็น 69.29% กลุ่มวงษ์เจริญสินจึงได้ประกาศเจตนาที่จะทำคำเสนอซื้อหุ้นของบริษัทฯ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) โดยกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติในการควบรวมกิจการดังกล่าวในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560
“การรับโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ ไม่เพียงแต่จะทำให้ขนาดของสินทรัพย์และรายได้ของ CPL เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกประการ คือ ธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ จะทำให้อัตรามาร์จินของ CPL ขยับเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มาร์จินของธุรกิจฟอกหนังจะคงที่อยู่ที่ประมาณ 3-4% อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจฟอกหนังนั้น เราก็เชื่อมั่นว่า ปีนี้จะสดใสกว่าปีที่แล้ว โดยในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา เราได้รับออเดอร์จากคู่ค้าสำคัญซึ่งเป็นผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ชั้นนำของโลก ซึ่งได้วางแผนการผลิตตั้งแต่ปลายปีแล้ว ขณะที่บริษัท อินทิเกรเต็ด เลเธอร์ เน็ตเวอร์ค จำกัด ที่ทำหน้าที่รับออเดอร์ซื้อมาขายไปหนังฟอกทุกประเภท และเป็นโกดังเก็บหนังฟอกรอส่งต่อให้กับลูกค้าทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตร ที่ CPL ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 40% ก็จะเริ่มดำเนินการได้เต็มที่มากขึ้น” นายสุวัชชัยกล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา CPL ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายไปสู่สินค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตหนังในหลายรูปแบบ โดยอยู่ระหว่างการหารือกับหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้าในประเทศและต่างประเทศ และยังมีการศึกษาการลงทุนใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้อีกด้วย
ด้านนายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ หรืออุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดอุปกรณ์นิรภัยของไทย ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ของตลาดทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการคาดการณ์ว่า ตลาดอุปกรณ์นิรภัยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 7.8% ภายในระยะเวลา 6 ปี เนื่องจากความต้องการอุปกรณ์นิรภัยเพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจก่อสร้าง ที่ต้องใช้อุปกรณ์นิรภัยในการป้องกันระหว่างการทำงาน นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐยังให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมความปลอดภัยในองค์กรและโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย
“ในฐานะที่แพงโกลินฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซฟตี้ โปรดักส์ เราจึงมีความพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรม โดยเราได้เตรียมรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ด้วยการนำเข้าสินค้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นให้ได้มากที่สุด ตามสโลแกนที่ว่า Pangolin–Your Safety DNA เมื่อใดที่ลูกค้าต้องการความปลอดภัย ก็จะนึกถึงผลิตภัณฑ์ของเราและเลือกใช้บริการของเรา” กรรมการผู้จัดการแพงโกลินฯกล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังการโอนกิจการทั้งหมดของแพงโกลินฯ ให้กับ CPL ซึ่งคาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2560 ก็เชื่อว่า โอกาสในการเติบโตของแพงโกลินฯ รวมถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซฟตี้ โปรดักส์ จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับ CPL ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน






