thansettakij
thansettakij
โรงกลั่นขอรัฐสำรองนํ้ามัน5% ช่วยลดภาระ-ยันจัดหาไม่วิกฤติ

โรงกลั่นขอรัฐสำรองนํ้ามัน5% ช่วยลดภาระ-ยันจัดหาไม่วิกฤติ

04 ม.ค. 60 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ม.ค. 60 | 11:07 น.
กลุ่มโรงกลั่นฯ เสนอกรมธุรกิจพลังงานปรับลดสำรองน้ำมันตามกฎหมายให้ต่ำสุด จากปัจจุบันต้องแบกภาระสำรองน้ำมันดิบ 6% ชี้วิกฤติน้ำมันตะวันออกกลางผ่อนคลาย ควรลดลงมาเหลือ 5% ฟาก “วิฑูรย์” เผยสาเหตุเลื่อนแผนยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 จากเดิมปี 2561 หวั่นเอทานอลไม่เพียงพอ

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โรงกลั่นน้ำมันได้เสนอไปยังกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เพื่อปรับลดปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายลงจากปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันต้องสำรองน้ำมันดิบอยู่ที่ 6% ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 1%

โดยกลุ่มโรงกลั่นฯเห็นว่าก่อนหน้านี้ทางกระทรวงพลังงานได้ปรับเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันดิบตามกฎหมายจาก 5% เป็น 6% เนื่องจากกังวลสถานการณ์น้ำมันในตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายลง และสามารถหาซื้อน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ง่าย ประกอบกับราคาไม่สูงนัก ดังนั้นจึงต้องการให้ ธพ. ทบทวนปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายลงเหลือ 5% เพราะปริมาณสำรองที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ต้องผลักภาระให้กับผู้บริโภค

ขณะเดียวกันกรณีที่ ธพ. ให้ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน กลับมาพิจารณาตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายนั้น ส่วนตัวเห็นว่าทั้งผู้ค้าและโรงกลั่นฯคงไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ รวมทั้งการสำรองทางยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่อยู่ระหว่างการศึกษา ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะเสริมความมั่นคงของประเทศ แต่จะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับกรณีเลื่อนแผนยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปจากเดิมปี 2561ส่วนตัวมองว่าคงไม่กระทบอะไร เพราะเป็นนโยบายของภาครัฐเพื่อดูความพร้อมของปริมาณการผลิตเอทานอล

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯอยู่ระหว่างคัดเลือกที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมาย และการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนมกราคมนี้ เนื่องจากสถานการณ์น้ำมันโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในอนาคต คาดว่าจะใช้ระยะเวลาศึกษาประมาณ 4 เดือน จากนั้นจะใช้ระยะเวลาในการสรุปอีก 1 เดือน ดังนั้นภายในกลางปี 2560 ก็จะได้รายงานผลสรุปปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายและสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศ จากนั้นจะเสนอไปยังกระทรวงพลังงาน และเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไป

อย่างไรก็ตามทางกลุ่มโรงกลั่นฯละผู้ค้าน้ำมัน ไม่ต้องการสำรองตามกฎหมายเพิ่ม จากปัจจุบันสำรองน้ำมันดิบอยู่ที่ 6% และน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 1% ซึ่งได้ให้ทางโรงกลั่นฯและผู้ค้ากลับไปพิจารณาตัวเลขสำรองที่เหมาะสมเพื่อเสนอมายังกรมฯ ต่อไป ส่วนตัวมองว่าไม่ว่าจะเป็นการสำรองน้ำมันตามกฎหมายหรือสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ย่อมมีต้นทุนสะท้อนไปยังผู้บริโภค ดังนั้นจะต้องพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,223 วันที่ 1 - 4 มกราคม 2560