
ชู3กลุ่มสินค้าดาวรุ่งส่งออก ตั้ง20ผู้แทนช่วยเจาะตลาด
พาณิชย์ชู 3 กลุ่มสินค้าดาวรุ่งส่งออกปี60 "ยานยนต์และชิ้นส่วน-อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า-เกษตรและอาหารดันส่งออกโต 3%เหตุตลาดยังมีความต้องการ พร้อมเดินหน้ารุกธุรกิจบริการดึงเงินเข้าประเทศเข้มข้นขึ้น ตั้ง 20 ผู้แทนการค้าช่วยเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายใหม่ และรุกค้าออนไลน์เต็มสูบ
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าถึงแม้ว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้จะยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้การส่งออกสินค้าบางตัวหดตัวไปบ้าง โดยในช่วง 10 เดือนแรก มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร(รูปดอลลาร์สหรัฐฯ)ในภาพรวมติดลบ5.4%เช่น น้ำตาลติดลบ 14% ข้าวติดลบ 7.1% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังติดลบ 20.3% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมภาพรวมขยายตัวเพียง 0.9% อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป ติดลบ 34.7%คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบติดลบ 5.4% เหล็กเหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ติดลบ 2.1% เป็นต้น
อย่างไรก็ตามจากที่กระทรวงได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกในปี 2560 ขยายตัวที่ 3% มองว่าในปีหน้า สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญๆ ที่คาดมีแนวโน้มการส่งออกที่ดีได้แก่ ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ คาดน่าจะขยายตัวได้ 15% เพราะไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกาเองก็เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ สำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถปิกอัพน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจาก การย้ายฐานการผลิตและการปิดตัวของโรงงานผลิตในออสเตรเลีย โดยฟอร์ดปิดตัวในปี2559 และโตโยต้าในปี 2560 น่าจะเป็นโอกาสของไทยที่จะไปรุกตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้น
ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดขยายตัว 25% ในสินค้าประเภทหน่วยความจำ และการให้บริการบน Cloud computing ซึ่งขยายตัวได้ดีในตลาดสหรัฐอเมริกา อีกทั้งผู้ประกอบการได้ปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเลต แทนเครื่อง PC ผลิต SSD (Solid-State Drive) แทน HDD (Hard Disk Drive) เครื่องปรับอากาศเองมีแนวโน้มดีจากอุปสงค์ของการขยายตัวของสังคมเมืองและภาคอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ
ในขณะที่สินค้าเกษตรและอาหาร ที่มีแนวโน้มที่สดใส ได้แก่ผัก ผลไม้, ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป หลังจากที่เกาหลีใต้อนุญาตการนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทยได้อีกครั้ง และเวลานี้ได้เกิดไข้หวัดนกระบาดในสหภาพยุโรปถือเป็นโอกาสของไก่ไทย คาดว่าน่าจะขยายตัวได้ 15% ส่วนอาหารทะเลปัญหาโรคกุ้งตายด่วนและภาพลักษณ์แรงงานไทยเริ่มคลี่คลาย ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานก็ยังขยายตัวได้ดี
เช่นเดียวกับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีแนวโน้มขยายได้ 6.9% หลังจากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง และน่าจะมีความต้องการสูงขึ้นจากตลาดสหรัฐฯ ที่กำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และจากตลาดเกิดใหม่ ที่จะมีกำลังซื้อสูงขึ้นในปีหน้า
สำหรับภาคธุรกิจบริการ ที่ไทยมีศักยภาพมากที่สุดในอาเซียน จะผลักดันธุรกิจในกลุ่มสุขภาพและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยจะเชื่อมโยงการให้บริการโรงพยาบาล สปา ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม นอกจากกรมได้จัดจ้างผู้แทนการค้าซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 20 รายเพื่อช่วยเจาะตลาดในต่างประเทศ รวมไปถึงการเจาะตลาดการค้าออนไลน์ มุ่งผลักดันผู้ประกอบการไทย ไปสู่การใช้ดิจิตอลมากขึ้นผ่านช่องทาง Thaitrade.com ตลาดกลางพาณิชย์ดิจิตอล และเชื่อมต่อไปยังตลาดทั่วโลก เช่นอะเมซอน.คอม หรืออาลีบาบา เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าถึงแม้ว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้จะยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้การส่งออกสินค้าบางตัวหดตัวไปบ้าง โดยในช่วง 10 เดือนแรก มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร(รูปดอลลาร์สหรัฐฯ)ในภาพรวมติดลบ5.4%เช่น น้ำตาลติดลบ 14% ข้าวติดลบ 7.1% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังติดลบ 20.3% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมภาพรวมขยายตัวเพียง 0.9% อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป ติดลบ 34.7%คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบติดลบ 5.4% เหล็กเหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ติดลบ 2.1% เป็นต้น
อย่างไรก็ตามจากที่กระทรวงได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกในปี 2560 ขยายตัวที่ 3% มองว่าในปีหน้า สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญๆ ที่คาดมีแนวโน้มการส่งออกที่ดีได้แก่ ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ คาดน่าจะขยายตัวได้ 15% เพราะไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกาเองก็เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ สำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถปิกอัพน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจาก การย้ายฐานการผลิตและการปิดตัวของโรงงานผลิตในออสเตรเลีย โดยฟอร์ดปิดตัวในปี2559 และโตโยต้าในปี 2560 น่าจะเป็นโอกาสของไทยที่จะไปรุกตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้น
ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดขยายตัว 25% ในสินค้าประเภทหน่วยความจำ และการให้บริการบน Cloud computing ซึ่งขยายตัวได้ดีในตลาดสหรัฐอเมริกา อีกทั้งผู้ประกอบการได้ปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเลต แทนเครื่อง PC ผลิต SSD (Solid-State Drive) แทน HDD (Hard Disk Drive) เครื่องปรับอากาศเองมีแนวโน้มดีจากอุปสงค์ของการขยายตัวของสังคมเมืองและภาคอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ
ในขณะที่สินค้าเกษตรและอาหาร ที่มีแนวโน้มที่สดใส ได้แก่ผัก ผลไม้, ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป หลังจากที่เกาหลีใต้อนุญาตการนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทยได้อีกครั้ง และเวลานี้ได้เกิดไข้หวัดนกระบาดในสหภาพยุโรปถือเป็นโอกาสของไก่ไทย คาดว่าน่าจะขยายตัวได้ 15% ส่วนอาหารทะเลปัญหาโรคกุ้งตายด่วนและภาพลักษณ์แรงงานไทยเริ่มคลี่คลาย ตลอดจนอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานก็ยังขยายตัวได้ดี
เช่นเดียวกับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีแนวโน้มขยายได้ 6.9% หลังจากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง และน่าจะมีความต้องการสูงขึ้นจากตลาดสหรัฐฯ ที่กำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และจากตลาดเกิดใหม่ ที่จะมีกำลังซื้อสูงขึ้นในปีหน้า
สำหรับภาคธุรกิจบริการ ที่ไทยมีศักยภาพมากที่สุดในอาเซียน จะผลักดันธุรกิจในกลุ่มสุขภาพและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยจะเชื่อมโยงการให้บริการโรงพยาบาล สปา ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม นอกจากกรมได้จัดจ้างผู้แทนการค้าซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 20 รายเพื่อช่วยเจาะตลาดในต่างประเทศ รวมไปถึงการเจาะตลาดการค้าออนไลน์ มุ่งผลักดันผู้ประกอบการไทย ไปสู่การใช้ดิจิตอลมากขึ้นผ่านช่องทาง Thaitrade.com ตลาดกลางพาณิชย์ดิจิตอล และเชื่อมต่อไปยังตลาดทั่วโลก เช่นอะเมซอน.คอม หรืออาลีบาบา เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






