
เงินบาทแข็งแกร่งไม่สะเทือน ชี้กนง.คงดอกดูแลเศรษฐกิจ
จับตา “ทรัมป์” รับตำแหน่งปธน.มกราคมผล Brexit มีนาคมชี้ทิศดอกเบี้ย-ตลาดเงินโลก กรุงไทยเตือนผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนมั่นใจกนง.ยังให้นํ้าหนักการเติบโตเศรษฐกิจ-เงินบาทไม่สะเทือน
คณะเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์(เมื่อ14ธ.ค.59) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ระหว่าง 0.50-0.75% เหตุจ้างงานแข็งแกร่งขึ้นขณะที่เงินเฟ้อขยับสู่เป้าหมายเร็วขึ้นที่ตั้งไว้ 2% โดยเฟดยังส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่อาจเปลี่ยนนโยบายด้านการคลังและการเงินตามนโยบายเศรษฐกิจของโดนัลทรัมป์และอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 3 ครั้งหรือประมาณ 0.75%โดยสิ้นปี60อาจอยู่ที่ระดับ 1.4% และเกือบถึงระดับ 2.1% ในปี61
นายรชตพงศ์ สุขสงวน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยความเสี่ยงและธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงในระยะต่อไป แต่เทรนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าและจะเห็นเงินทุนไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และลากทุกสกุลในภูมิภาคอ่อนค่าและแข็งค่าสลับกัน โดยตลาดจับตานโยบายบริหารประเทศของทรัมป์หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่เดือนมกราคมปีหน้า รวมทั้งผลBrexitในเดือนมีนาคม อาจจะส่งผลตลาดเงินอีก ทั้งนี้แนวโน้มเงินไหลออกจะลากทุกสกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่า แต่ที่ชัดเจนจะเห็นเงินเยน หยวน รูปเปียห์ และริงกิต แต่การอ่อนค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย เช่น ไทยมีทุนสำรองแข็งแกร่งมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบหนี้ระยะสั้น ส่วนมาเลเซียมีเงินสำรอง 0.9-1% และอินโดนีเซียมีเงินสำรอง 1.2 เท่า
อัตราดอกเบี้ยเฟดและเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มจะผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขยับขึ้นเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลของไทยซึ่งจะเป็นต้นทุนของภาคเอกชนในการระดมทุนดังนั้นผู้ประกอบการต้องคำนวณต้นทุนให้ดี ส่วนกรณีการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด 3 ครั้งในปีหน้าครั้งละ 0.25% จะไม่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทย ทั้งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ และปีหน้า เนื่องเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
คณะเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์(เมื่อ14ธ.ค.59) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ระหว่าง 0.50-0.75% เหตุจ้างงานแข็งแกร่งขึ้นขณะที่เงินเฟ้อขยับสู่เป้าหมายเร็วขึ้นที่ตั้งไว้ 2% โดยเฟดยังส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่อาจเปลี่ยนนโยบายด้านการคลังและการเงินตามนโยบายเศรษฐกิจของโดนัลทรัมป์และอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 3 ครั้งหรือประมาณ 0.75%โดยสิ้นปี60อาจอยู่ที่ระดับ 1.4% และเกือบถึงระดับ 2.1% ในปี61
นายรชตพงศ์ สุขสงวน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยความเสี่ยงและธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงในระยะต่อไป แต่เทรนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าและจะเห็นเงินทุนไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และลากทุกสกุลในภูมิภาคอ่อนค่าและแข็งค่าสลับกัน โดยตลาดจับตานโยบายบริหารประเทศของทรัมป์หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่เดือนมกราคมปีหน้า รวมทั้งผลBrexitในเดือนมีนาคม อาจจะส่งผลตลาดเงินอีก ทั้งนี้แนวโน้มเงินไหลออกจะลากทุกสกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่า แต่ที่ชัดเจนจะเห็นเงินเยน หยวน รูปเปียห์ และริงกิต แต่การอ่อนค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย เช่น ไทยมีทุนสำรองแข็งแกร่งมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบหนี้ระยะสั้น ส่วนมาเลเซียมีเงินสำรอง 0.9-1% และอินโดนีเซียมีเงินสำรอง 1.2 เท่า
อัตราดอกเบี้ยเฟดและเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มจะผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขยับขึ้นเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลของไทยซึ่งจะเป็นต้นทุนของภาคเอกชนในการระดมทุนดังนั้นผู้ประกอบการต้องคำนวณต้นทุนให้ดี ส่วนกรณีการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด 3 ครั้งในปีหน้าครั้งละ 0.25% จะไม่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทย ทั้งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ และปีหน้า เนื่องเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






