
‘เครื่องใช้ไฟฟ้า’ลุ้นเม็ดเงินรัฐ 2 บิ๊กเร่งแผนปี 60 ส่งทัพสินค้าตามฤดูกาลตีตลาด
เมกะโปรเจ็กต์หนุนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปีหน้าโต “แอลจี” เปิดแผนดันสินค้าตามฤดูกาลรุกจับกลุ่มลูกค้ากลาง-บน “อีเลคโทรลักซ์” เล็งลอนช์สินค้าใหม่กว่า 50 รายการปูพรมดันยอดเต็มสูบ
นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า "แอลจี" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีหน้าบริษัทจะโฟกัสการทำตลาดเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจใน 4 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายรวมกว่า 90% ในกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ซึ่งปัจจุบันแอลจีมีสัดส่วนสินค้าในตลาดดังกล่าวราว 30% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีการเติบโตที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังจะมีการ เดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ต่อเนื่อง ตามฤดูกาลขายสินค้าประเภทต่างๆ ซึ่งจะเป็นการทำตลาดให้ตรงกับช่วงจังหวะที่เหมาะสม โดยในช่วงไตรมาสแรกจะเน้นทำตลาดในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ เพราะตรงกับฤดูกาลขายสินค้า ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2 จะเน้นไปที่กลุ่มสินค้าทีวี โดยเฉพาะในรุ่นเทคโนโลยีระดับ UHD-TV หรือ 4K รุ่นใหม่ๆ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีผู้เล่นหลากหลายมากขึ้น
"แม้เราจะหันมารุกตลาดสินค้าระดับกลาง-บน เพิ่มมากขึ้นแต่ในระตลาดแมสเองบริษัทก็ยังคงเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าในปีหน้าตลาดแมสจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 2-3% เนื่องมาจากปัจจัยบกทั้งการส่งออกของภาคการเกษตรที่จะหลักดันให้รายได้ดีขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดแมสปัจจุบันก็เปลี่ยนไปนิยมใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีนวัตกรรมสูงขึ้นดังนั้นสินค้าบางส่วนจึงสามารถทำตลาดควบคู่กับตลาดระดับกลางได้ "
นอกจากนี้ในส่วนของแผนงานเพื่อรองรับการแข่งขันสำหรับแบรนด์ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมานั้น มองว่าการที่จะเข้ามาเล่นในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นสิ่งสำคัญในปัจจุบันคือเรื่องของต้นทุนทางการผลิตซึ่งทางแบรนด์และผู้เล่นหน้าเดิมหลายรายมีข้อได้เปรียบเรื่องการมีฐานการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้ว ทำให้มีข้อได้เปรียบในเรื่องต้นทุนและคุณภาพที่ดี เนื่องจากผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไม่มองเรื่องราคามาเป็นลำดับแรก แต่ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ ความน่าเชื่อถือและฟังก์ชั่นมากกว่า ดังนั้นบริษัทจึงมองว่ายังเป็นโอกาสทางการตลาดของแบรนด์อยู่
ด้านนายสุทธิ มโนกิจจรูญมั่น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์อีเลคโทรลักซ์ กล่าวว่า แผนงานของบริษัทในปีหน้าเน้นการทำตลาดสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าตามฤดูกาล ที่มีการเพิ่มนวัตกรรมเข้าไปในแต่ละความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่น ที่บริษัทมีการเปิดตัวออกมาทำตลาดและมีการเพิ่มฟังก์ชั่นในการใช้งานเข้าไปในช่วงปลายปีซึ่งมีระดับราคาตั้งแต่ 1,000-8,000 บาทและสามารถสร้างการเติบโตได้ 50% ขณะที่การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีหน้ามองว่าจะเป็นการสร้างสีสันต์และทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น โดยเรื่องของดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งานจะถูกนำมาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมาทำตลาดไม่ต่ำกว่า 50 รายการ
"เมื่อเทรนด์ตลาดเปลี่ยนการเน้นการแข่งขันเรื่องราคาจะไม่ทำให้ตลาดเติบโต แต่ต้องเน้นการสร้างดีมานด์หรือความต้องการในตลาดให้เพิ่มขึ้น"
อย่างไรก็ตามสำหรับแนวโน้มการเติบโตในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีหน้ามองว่าการเติบโตในภาพรวมจะดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องมาจากปัจจัยบวกในหลายด้านโดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐที่จะผลักดันเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบทั้งโครงการทางด่วน ไฮเวย์ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในตลาดแมสและตลาดระดับบน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า "แอลจี" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีหน้าบริษัทจะโฟกัสการทำตลาดเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจใน 4 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายรวมกว่า 90% ในกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ซึ่งปัจจุบันแอลจีมีสัดส่วนสินค้าในตลาดดังกล่าวราว 30% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีการเติบโตที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังจะมีการ เดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ต่อเนื่อง ตามฤดูกาลขายสินค้าประเภทต่างๆ ซึ่งจะเป็นการทำตลาดให้ตรงกับช่วงจังหวะที่เหมาะสม โดยในช่วงไตรมาสแรกจะเน้นทำตลาดในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ เพราะตรงกับฤดูกาลขายสินค้า ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2 จะเน้นไปที่กลุ่มสินค้าทีวี โดยเฉพาะในรุ่นเทคโนโลยีระดับ UHD-TV หรือ 4K รุ่นใหม่ๆ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีผู้เล่นหลากหลายมากขึ้น
"แม้เราจะหันมารุกตลาดสินค้าระดับกลาง-บน เพิ่มมากขึ้นแต่ในระตลาดแมสเองบริษัทก็ยังคงเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าในปีหน้าตลาดแมสจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 2-3% เนื่องมาจากปัจจัยบกทั้งการส่งออกของภาคการเกษตรที่จะหลักดันให้รายได้ดีขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดแมสปัจจุบันก็เปลี่ยนไปนิยมใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีนวัตกรรมสูงขึ้นดังนั้นสินค้าบางส่วนจึงสามารถทำตลาดควบคู่กับตลาดระดับกลางได้ "
นอกจากนี้ในส่วนของแผนงานเพื่อรองรับการแข่งขันสำหรับแบรนด์ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมานั้น มองว่าการที่จะเข้ามาเล่นในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นสิ่งสำคัญในปัจจุบันคือเรื่องของต้นทุนทางการผลิตซึ่งทางแบรนด์และผู้เล่นหน้าเดิมหลายรายมีข้อได้เปรียบเรื่องการมีฐานการผลิตในประเทศไทยอยู่แล้ว ทำให้มีข้อได้เปรียบในเรื่องต้นทุนและคุณภาพที่ดี เนื่องจากผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไม่มองเรื่องราคามาเป็นลำดับแรก แต่ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ ความน่าเชื่อถือและฟังก์ชั่นมากกว่า ดังนั้นบริษัทจึงมองว่ายังเป็นโอกาสทางการตลาดของแบรนด์อยู่
ด้านนายสุทธิ มโนกิจจรูญมั่น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์อีเลคโทรลักซ์ กล่าวว่า แผนงานของบริษัทในปีหน้าเน้นการทำตลาดสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าตามฤดูกาล ที่มีการเพิ่มนวัตกรรมเข้าไปในแต่ละความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่น ที่บริษัทมีการเปิดตัวออกมาทำตลาดและมีการเพิ่มฟังก์ชั่นในการใช้งานเข้าไปในช่วงปลายปีซึ่งมีระดับราคาตั้งแต่ 1,000-8,000 บาทและสามารถสร้างการเติบโตได้ 50% ขณะที่การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีหน้ามองว่าจะเป็นการสร้างสีสันต์และทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น โดยเรื่องของดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งานจะถูกนำมาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมาทำตลาดไม่ต่ำกว่า 50 รายการ
"เมื่อเทรนด์ตลาดเปลี่ยนการเน้นการแข่งขันเรื่องราคาจะไม่ทำให้ตลาดเติบโต แต่ต้องเน้นการสร้างดีมานด์หรือความต้องการในตลาดให้เพิ่มขึ้น"
อย่างไรก็ตามสำหรับแนวโน้มการเติบโตในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีหน้ามองว่าการเติบโตในภาพรวมจะดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องมาจากปัจจัยบวกในหลายด้านโดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐที่จะผลักดันเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบทั้งโครงการทางด่วน ไฮเวย์ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในตลาดแมสและตลาดระดับบน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






