
แฟชั่นควีนบุกหนักตลาดเมกอัพ ปั้น‘คาทริซ’เจาะสาวออฟฟิศ หวังโตเพิ่ม 30%
แฟชั่นควีน โหมโรงบุกตลาดเมกอัพ เปิดแผนปีหน้าทุ่ม 10 ล้านบาท ปั้น “คาทริซ” เจาะตลาดสาวออฟฟิศชื่นชอบการแต่งหน้า หลังซุ่มเงียบทำตลาดมาร่วมปีสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด วางเป้าโกยยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 30%
นางสาวอาทิตยา ดิถีเพ็ญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แฟชั่นควีน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอาทิ เอสเซนส์ (essence), คาทริซ (CATRICE) เครื่องสำอางจากประเทศเยอรมนี ฯลฯ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นโยบายการทำตลาดสำหรับสินค้าของบริษัทนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มเมกอัพในภาพลักษณ์พรีเมียมในราคาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้
โดยในส่วนของแผนบริษัทในปีหน้าจะให้ความสำคัญกับการโฟกัสการทำตลาดไปยังแบรนด์คาทริซ ซึ่งนำเข้าจากประเทศเยอรมนี เน้นเจาะกลุ่มวัยทำงาน ราคาเฉลี่ย 250 บาท ภายใต้งบประมาณการทำตลาดของราว 10 ล้านบาท เนื่องจากเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังเติบโตไปได้ดี โดยเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและสามารถสร้างยอดขายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
ในส่วนของช่องทางการจำหน่ายจะเน้นขยายตามการเปิดสาขาใหม่ของรีเทลเลอร์อย่างวัตสัน บู๊ทส์ รวมถึงร้านใหม่ๆ อย่าง ซูรูฮะและมัตซึโมโตะ คิโยชิ เป็นต้น เฉลี่ย 30-50 สาขาในปีหน้า เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันยังคงต้องการทดลองสินค้ามากกว่าการสั่งซื้อออนไลน์
"บริษัทไม่ทำช็อปเองเพราะลูกค้าเข้าไปในร้านต้องการทางเลือกมากกว่าเดินเข้าไปแล้วถูกบังคับว่าต้องเลือกซื้อแบรนด์เดียว ดังนั้นบริษัทจึงมองโอกาสทางการขายในช่องทางรีเทลเลอร์ที่มีโอกาสทางการขายและกลุ่มเป้าหมายนิยมมากกว่า"
ส่วนของช่องทางออนไลน์ก็จะเน้นสร้างการเติบโตควบคู่ไปด้วย โดยจะให้ความสำคัญกับช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลักเนื่องจาก สามารถเข้าถูกกลุ่มลูกค้าได้เป็นวงกว้างและเจาะกลุ่มเป้าหมายสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้สำหรับการแข่งขันในตลาดออนไลน์ของกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางยอมรับว่าปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงทั้งผู้ประกอบการย่อยและรายใหญ่ รวมถึงสินค้าพรีออร์เดอร์ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของบริษัทเองมีข้อได้เปรียบคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งของสินค้าทุก 6 เดือน ซึ่งทำให้สินค้ามีคอลเลกชันใหม่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีราคาที่ไม่แพงมาก ซึ่งกว่าสินค้าพรีออร์เดอร์จะเข้ามาถึงก็กลายเป็นคอลเลกชันเก่าไปแล้ว
สำหรับสินค้าที่ขายดีอันดับหนึ่งคือลิปสติก รองลงมาคือแป้งต่างๆและดินสิเขียนคิ้วก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีติดลำดับ 1 ใน 5 เช่นกัน โดยมีพัฒนาสินค้าสำหรับคิ้วขึ้นมาต่อเนื่อง ทั้งแบบกระปุก แบบเจล พร้อมกับฟังก์ชันลูกเล่นในตลับเข้ามารองรับการใช้งานของสาวๆยุคใหม่ นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดอีเวนต์พีอาร์ ประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆเพื่อสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์ให้เพิ่มมากขึ้น
"ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันตลาดเมืองไทยเปลี่ยนค่อนข้างเร็วและเปลี่ยนตลอด ช่วงแรกที่ทำสื่อออนไลน์ยังไม่มีบทบาทมากเน้นหน้าร้านเป็นสำคัญ ขณะที่ปัจจุบันสื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ ผู้บริโภคใจร้อนมากขึ้นอยากได้ก็ต้องมีสต๊อกสินค้าทันที ซึ่งหากช้าไปผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันทีคือความเป็นลอยัลตีของแบรนด์ลดลง ดังนั้นบริษัทต้องปรับตรงนี้ให้ทันท่วงทีให้มากที่สุดเนื่องจาก ผู้ประกอบการหน้าใหม่ทั้งรายใหญ่เล็กที่เข้ามาเล่นในตลาดมากขึ้น ขณะที่หน้าร้านแบบเดิมก็ต้องมีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ"
อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตในปีหน้า 30% แบ่งเป็น เอสเซนต์ 20% คาทริซ 30-35% ส่วนที่เหลือเป็นแบรนด์อื่นๆในเครือ จากปีนี้ที่ยอดขายรวมของบริษัทมีอัตราการเติบโตที่ 65% ซึ่งตัวเลขที่เติบโตแบบสูงในปีนี้เป็นผลมาจากการเข้ามาของคาทริซเป็นปีแรกทำให้มียอดขายสูง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นางสาวอาทิตยา ดิถีเพ็ญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แฟชั่นควีน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอาทิ เอสเซนส์ (essence), คาทริซ (CATRICE) เครื่องสำอางจากประเทศเยอรมนี ฯลฯ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นโยบายการทำตลาดสำหรับสินค้าของบริษัทนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มเมกอัพในภาพลักษณ์พรีเมียมในราคาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้
โดยในส่วนของแผนบริษัทในปีหน้าจะให้ความสำคัญกับการโฟกัสการทำตลาดไปยังแบรนด์คาทริซ ซึ่งนำเข้าจากประเทศเยอรมนี เน้นเจาะกลุ่มวัยทำงาน ราคาเฉลี่ย 250 บาท ภายใต้งบประมาณการทำตลาดของราว 10 ล้านบาท เนื่องจากเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังเติบโตไปได้ดี โดยเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและสามารถสร้างยอดขายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
ในส่วนของช่องทางการจำหน่ายจะเน้นขยายตามการเปิดสาขาใหม่ของรีเทลเลอร์อย่างวัตสัน บู๊ทส์ รวมถึงร้านใหม่ๆ อย่าง ซูรูฮะและมัตซึโมโตะ คิโยชิ เป็นต้น เฉลี่ย 30-50 สาขาในปีหน้า เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันยังคงต้องการทดลองสินค้ามากกว่าการสั่งซื้อออนไลน์
"บริษัทไม่ทำช็อปเองเพราะลูกค้าเข้าไปในร้านต้องการทางเลือกมากกว่าเดินเข้าไปแล้วถูกบังคับว่าต้องเลือกซื้อแบรนด์เดียว ดังนั้นบริษัทจึงมองโอกาสทางการขายในช่องทางรีเทลเลอร์ที่มีโอกาสทางการขายและกลุ่มเป้าหมายนิยมมากกว่า"
ส่วนของช่องทางออนไลน์ก็จะเน้นสร้างการเติบโตควบคู่ไปด้วย โดยจะให้ความสำคัญกับช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลักเนื่องจาก สามารถเข้าถูกกลุ่มลูกค้าได้เป็นวงกว้างและเจาะกลุ่มเป้าหมายสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้สำหรับการแข่งขันในตลาดออนไลน์ของกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางยอมรับว่าปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงทั้งผู้ประกอบการย่อยและรายใหญ่ รวมถึงสินค้าพรีออร์เดอร์ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของบริษัทเองมีข้อได้เปรียบคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งของสินค้าทุก 6 เดือน ซึ่งทำให้สินค้ามีคอลเลกชันใหม่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีราคาที่ไม่แพงมาก ซึ่งกว่าสินค้าพรีออร์เดอร์จะเข้ามาถึงก็กลายเป็นคอลเลกชันเก่าไปแล้ว
สำหรับสินค้าที่ขายดีอันดับหนึ่งคือลิปสติก รองลงมาคือแป้งต่างๆและดินสิเขียนคิ้วก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีติดลำดับ 1 ใน 5 เช่นกัน โดยมีพัฒนาสินค้าสำหรับคิ้วขึ้นมาต่อเนื่อง ทั้งแบบกระปุก แบบเจล พร้อมกับฟังก์ชันลูกเล่นในตลับเข้ามารองรับการใช้งานของสาวๆยุคใหม่ นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดอีเวนต์พีอาร์ ประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆเพื่อสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์ให้เพิ่มมากขึ้น
"ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันตลาดเมืองไทยเปลี่ยนค่อนข้างเร็วและเปลี่ยนตลอด ช่วงแรกที่ทำสื่อออนไลน์ยังไม่มีบทบาทมากเน้นหน้าร้านเป็นสำคัญ ขณะที่ปัจจุบันสื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ ผู้บริโภคใจร้อนมากขึ้นอยากได้ก็ต้องมีสต๊อกสินค้าทันที ซึ่งหากช้าไปผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันทีคือความเป็นลอยัลตีของแบรนด์ลดลง ดังนั้นบริษัทต้องปรับตรงนี้ให้ทันท่วงทีให้มากที่สุดเนื่องจาก ผู้ประกอบการหน้าใหม่ทั้งรายใหญ่เล็กที่เข้ามาเล่นในตลาดมากขึ้น ขณะที่หน้าร้านแบบเดิมก็ต้องมีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ"
อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตในปีหน้า 30% แบ่งเป็น เอสเซนต์ 20% คาทริซ 30-35% ส่วนที่เหลือเป็นแบรนด์อื่นๆในเครือ จากปีนี้ที่ยอดขายรวมของบริษัทมีอัตราการเติบโตที่ 65% ซึ่งตัวเลขที่เติบโตแบบสูงในปีนี้เป็นผลมาจากการเข้ามาของคาทริซเป็นปีแรกทำให้มียอดขายสูง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






