
ไทยออยล์คาดสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูง
ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง จากข่าวการประชุมลดกำลังการผลิตเมื่อ10 ธ.ค.
บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ. ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2559
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 48 – 53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 51 – 56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (12 ธ.ค. – 16 ธ.ค. 59)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง หลังได้รับแรงหนุนจากข่าวการประชุมระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และนอกกลุ่มโอเปกเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงลดกำลังการผลิตในวันที่ 10 ธ.ค. อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลกับอุปทานน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นของผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อย่างรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเข้าสู่สภาวะสมดุลช้าลง นอกจากนี้แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังเป็นอีกปัจจัยนึงที่เพิ่มแรงกดดันให้กับตลาด
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
จับตาการประชุมระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 10 ธ.ค. ณ กรุงเวียนนา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปทานน้ำมันดิบโลกล้นตลาด โดยกลุ่มโอเปกหวังว่าผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกจะสามารถลดกำลังการผลิตลงราว 6 แสนบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้คาดว่ารัสเซียจะให้ความร่วมมือลดกำลังการผลิตราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้นาย Mohammed Barkindo เลขาธิการกลุ่มโอเปกยังเผยว่ากลุ่มโอเปกได้เชิญผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกทั้งหมด 14 ประเทศเข้าร่วมการประชุม และล่าสุดมี 5 ประเทศที่ตอบรับคำเชิญได้แก่ อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน เม็กซิโก โอมาน และ รัสเซีย
ตลาดกังวลว่าการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกตามข้อตกลงอาจเป็นไปได้ยากขึ้น หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกในเดือนพ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 0.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 34.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยประเทศที่ปรับเพิ่มปริมาณการผลิตมากสุดได้แก่ แองโกลา ลิเบีย ไนจีเรีย และอิรัก ตามลำดับ โดยแองโกลาปรับเพิ่มขึ้นราว 0.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาสู่ระดับ 1.72 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง
อุปทานน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มล้นตลาดต่อเนื่อง หลังรัสเซียประกาศปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือนพ.ย. ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี แสดงให้เห็นว่าปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกและรัสเซียรวมกันแล้วจะมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้น้ำมันดิบโลก นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของไนจีเรียเผยว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มแตะระดับ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับปัจจุบันที่ผลิตอยู่ที่ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังโรงกลั่นปรับเพิ่มกำลังการกลั่นต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ธ.ค. 59 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 485.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ซึ่งอาจกดดันราคาน้ำมันดิบในอนาคต
แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวแตะระดับ 50 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดคุ้มทุนของการผลิตน้ำดิบจากหินดินดาน (Shale oil) นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังได้รับอานิสงค์จากบริษัทน้ำมันในประเทศที่ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมันดิบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการขุดเจาะปรับลดลง เพียงพอที่จะทำให้การผลิตน้ำมันดิบจาก Shale oil อยู่รอดในสภาวะราคาน้ำมันดิบตกต่ำ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกจีน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐฯ และ ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (5 – 9 ธ.ค. 59)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.18 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปิดที่ 51.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.13 เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 54.33 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 51 เหรียญสหรัฐฯ หลังตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด หลังกลุ่มโอเปก และรัสเซียปรับเพิ่มปริมาณการผลิตในเดือนพ.ย. ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนว่าผู้ผลิตกลุ่มโอเปกและรัสเซียจะสามารถลดกำลังการผลิตได้ตามที่ตกลงไว้ นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากการที่ซาอุดิอาระเบียและคูเวตอาจตกลงกันได้และกลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันดิบในเขตเป็นกลาง (Neutral zone) อีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่ดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน
บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ. ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2559
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 48 – 53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 51 – 56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (12 ธ.ค. – 16 ธ.ค. 59)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง หลังได้รับแรงหนุนจากข่าวการประชุมระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และนอกกลุ่มโอเปกเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงลดกำลังการผลิตในวันที่ 10 ธ.ค. อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลกับอุปทานน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นของผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อย่างรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเข้าสู่สภาวะสมดุลช้าลง นอกจากนี้แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังเป็นอีกปัจจัยนึงที่เพิ่มแรงกดดันให้กับตลาด
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
จับตาการประชุมระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปก และนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 10 ธ.ค. ณ กรุงเวียนนา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปทานน้ำมันดิบโลกล้นตลาด โดยกลุ่มโอเปกหวังว่าผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกจะสามารถลดกำลังการผลิตลงราว 6 แสนบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้คาดว่ารัสเซียจะให้ความร่วมมือลดกำลังการผลิตราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้นาย Mohammed Barkindo เลขาธิการกลุ่มโอเปกยังเผยว่ากลุ่มโอเปกได้เชิญผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกทั้งหมด 14 ประเทศเข้าร่วมการประชุม และล่าสุดมี 5 ประเทศที่ตอบรับคำเชิญได้แก่ อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน เม็กซิโก โอมาน และ รัสเซีย
ตลาดกังวลว่าการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกตามข้อตกลงอาจเป็นไปได้ยากขึ้น หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกในเดือนพ.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 0.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 34.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยประเทศที่ปรับเพิ่มปริมาณการผลิตมากสุดได้แก่ แองโกลา ลิเบีย ไนจีเรีย และอิรัก ตามลำดับ โดยแองโกลาปรับเพิ่มขึ้นราว 0.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาสู่ระดับ 1.72 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง
อุปทานน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มล้นตลาดต่อเนื่อง หลังรัสเซียประกาศปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือนพ.ย. ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี แสดงให้เห็นว่าปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกและรัสเซียรวมกันแล้วจะมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้น้ำมันดิบโลก นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของไนจีเรียเผยว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มแตะระดับ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับปัจจุบันที่ผลิตอยู่ที่ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังโรงกลั่นปรับเพิ่มกำลังการกลั่นต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ธ.ค. 59 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 485.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ซึ่งอาจกดดันราคาน้ำมันดิบในอนาคต
แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวแตะระดับ 50 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดคุ้มทุนของการผลิตน้ำดิบจากหินดินดาน (Shale oil) นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังได้รับอานิสงค์จากบริษัทน้ำมันในประเทศที่ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมันดิบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการขุดเจาะปรับลดลง เพียงพอที่จะทำให้การผลิตน้ำมันดิบจาก Shale oil อยู่รอดในสภาวะราคาน้ำมันดิบตกต่ำ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกจีน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐฯ และ ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (5 – 9 ธ.ค. 59)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.18 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปิดที่ 51.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.13 เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 54.33 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 51 เหรียญสหรัฐฯ หลังตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด หลังกลุ่มโอเปก และรัสเซียปรับเพิ่มปริมาณการผลิตในเดือนพ.ย. ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนว่าผู้ผลิตกลุ่มโอเปกและรัสเซียจะสามารถลดกำลังการผลิตได้ตามที่ตกลงไว้ นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากการที่ซาอุดิอาระเบียและคูเวตอาจตกลงกันได้และกลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันดิบในเขตเป็นกลาง (Neutral zone) อีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่ดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน






