thansettakij
thansettakij
ผู้บริโภคยุคออนไลน์ ใช้อินเตอร์เน็ตวันละ2.2ชม.

ผู้บริโภคยุคออนไลน์ ใช้อินเตอร์เน็ตวันละ2.2ชม.

11 ธ.ค. 59 | 07:00 น.
การทำตลาดในยุคปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันที่ขนาดอีกต่อไปแล้ว แต่ชั้นเชิงความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ประกอบการแต่ละราย มุ่งเน้นการแข่งขันกันที่เรื่องความเร็วและการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากกว่ากัน การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคให้ทันท่วงที ถือเป็นคีย์แห่งความสำเร็จลำดับต้นๆ บริษัท กันตาร์เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในฐานะบริษัทวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคในเชิงลึก ในด้านสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค จึงมุ่งนำเสนอการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคในแง่มุมต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ นำรายงานวิจัยชุด "แนวโน้มสื่อรุ่ง สื่อร่วง" พร้อมพฤติกรรมการบริโภคสื่อออนไลน์และออฟไลน์ มาฉายภาพให้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

 คนใช้อินเตอร์เน็ตโต13%

"อิษณาติ วุฒิธนากุล" ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจ นำเสนอรายงานมีเดียโปรไฟล์ 2016 ที่ระบุว่า สื่อโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อหลักที่ยังมีการใช้จ่ายเงินโฆษณา และมีอัตราการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้เม็ดเงินทุกปีเช่นกัน โดยสื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสารมีปริมาณเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นตามพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภค ที่เน้นไปในช่องทางออนไลน์มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสื่ออินเตอร์เน็ตจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่าสื่ออื่นๆ แต่สื่อโทรทัศน์ก็ยังครองสัดส่วนจำนวนผู้รับสื่อมากกว่าสื่อชนิดอื่นๆ สอดคล้องไปกับการใช้เม็ดเงินโฆษณาที่สื่อนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่มีจำนวนผู้รับสื่อลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องด้วย

จากงานวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง 4,167 รายในปีนี้ จะพบว่า สัดส่วนการใช้งานสื่อต่างๆสื่ออินเตอร์เน็ต59% เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 13% จากปีที่ผ่านมาที่มีสัดส่วน 49% โดยจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็น ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 56%คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก 13% และแท็บเลต 6% ซึ่งคนเล่นเน็ตผ่านมือถือกันสูงที่สุด ในขณะที่หนังสือพิมพ์ใช้งานลดลงจากสัดส่วน 60% เหลือสัดส่วน 53% สื่อนิตยสาร มีจำนวนผู้ใช้งาน 38% ในปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 32% ในปีนี้

 คนไทย67%มีสมาร์ทโฟน

หากดูผลวิจัยในด้านการถือครองโทรศัทพ์สมาร์ทโฟน มีข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งระบุว่า คนไทยมีสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างสูง จากปี 2553 ที่ถือครองเพียง 19% เพิ่มขึ้นเป็น 67% ในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญเป็นเพราะราคาของสมาร์ทโฟนที่ปรับตัวลดลง และมีจำนวนรุ่นหลากหลายให้เลือกในหลายระดับราคา ทำให้คนไทยเข้าถึงการซื้อสมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันสามารถซื้อสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้เพียง 3,000-4,000 บาท เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่า คนที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนการถือครองสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 90% เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีสัดส่วน 39% ส่วนตามหัวเมืองหลักการถือครองเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 82% และผู้ที่อยู่ในชนบท ถือครองสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นจาก 10% เพิ่มเป็น 53% ในปัจจุบัน

รายงานวิจัย ยังได้นำเสนอให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์สมาร์ทในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งพบว่า 5 กิจกรรมแรกที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทำ คือ การสนทนาออนไลน์ 95% ของจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต รองลงมาเป็นการอัพโหลดรูปภาพ สัดส่วน 83% การค้นหาข้อมูล สัดส่วน 66% การรับชมวิดีโอ สัดส่วน 53% และการค้นหาข่าวอีก 41% ส่วนผู้ที่ใช้แท็บเลต มี 5 กิจกรรมที่ทำ ได้แก่ การสนทนาออนไลน์ สัด่วน 8% การค้นหาข้อมูล 8% การอัพโหลดรูปภาพ สัดส่วน 7% การดูวิดีโอ สัดส่วน 6% และการค้นหาข่าวอีก 4% ขณะที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก มีสัดส่วนการค้นหาข้อมูลมากเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 20% รองลงมาเป็นการดูวิดีโอ 15% การค้นหาข่าว 13% การสนทนาออนไลน์ 12% และการอัพโหลดรูปภาพอีก 11%

 ใช้อินเตอร์เน็ต2.2ชั่วโมงต่อวัน

แม้ว่ารายงานวิจัยจะระบุว่า ปัจจุบันคนไทยใช้เวลากับสื่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยพบว่ามีการใช้งานอินเตอร์เน็ตภายในบ้าน 2.2 ชั่วโมงในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ใช้เวลา 2.0 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่การใช้อินเตอร์เน็ตนอกบ้านมีจำนวนชั่วโมงเพิ่มขึ้นจาก 1.4 ชั่วโมงต่อวัน เป็นจำนวน 1.6 ชั่วโมงต่อวัน แต่จะพบว่าผู้บริโภคยังมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่คิดเป็นสัดส่วน 13% ที่ไม่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตเลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จากอินเตอร์เน็ตฟรี หรือการซื้อแพ็กเกจดาต้าอินเตอร์เน็ตก็ตาม ขณะที่จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนซึ่งซื้อแพ็กเกจอินเตอร์เน็ต ยังมีสัดส่วนที่สูงถึง 77% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตฟรีจากที่บ้านสัดส่วน 36% และใช้อินเตอร์เน็ตฟรี หรือฟรีไว-ไฟ จำนวน 26%

นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่า แม้ผู้คนจะใช้เวลาบนอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ยึดติดกับเล่นเฟซบุ๊ก เพียงแหล่งเดียวเท่านั้น รวมถึงยังมีแนวโน้มการใช้เวลากับเฟซบุ๊กลดลงด้วย จากปี 2558 มีการเล่นเฟซบุ๊ก 29.9 นาทีต่อครั้ง ลดลงเหลือ 23.5 นาทีต่อครั้ง แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานอินเตอร์เน็ตในเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บไซต์ การดูวิดีโอ เป็นต้น

"พฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊ก มีความเปลี่ยนแปลงกันในแง่ของ มีการเข้าถึงแบรนด์สินค้ามากยิ่ง ๆ ขึ้น จากพฤติกรรมด้านกิจกรรมเดิม ๆ ที่เน้นเฉพาะการเข้าโฮมเพจและนิวส์ฟีด ดูภาพ ดูโพรไฟล์และไทม์ไลน์ตัวเอง ทำการแชตกับเพื่อนฝุง ดูวิดีโอ ดูและติดตามไทม์ไลน์ของชาวบ้าน ซึ่งพฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กในปี 2016 มีการเยี่ยมชมแฟนเพจของแบรนด์สินค้า ต่าง ๆ มีการดูโฆษณาของแบรนด์สินค้า ทำการคลิ๊กโฆษณาแบรนด์สินค้า และก็มีความสนใจคลิก อี-คอมเมิร์ซ ร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์สินค้า"

ส่วนการท่องเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมาย จะพบว่าใช้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไปยังเว็บยอดฮิตต่างๆ 25 เว็บไซด์ อาทิ ข่าวสด กระปุก สนุก ไทยรัฐ พันทิป ขายดี ดาราเดลี่ เด็กดี แมเนเจอร์ ออนไลน์ เอ็มไทย ที่นี่ และบักกาบู เป็นต้น ส่วนช่องโทรทัศน์ที่ยังคงครองใจคนดูก็ยังเป็นช่อง 7 และช่อง 3 ส่วนทีวีดิจิตอลที่มาใหม่ก็มีช่องโมโน ช่อง 8 ช่องเวิร์คพอยท์ ช่องวัน ที่ได้รับความสนใจจากคนดูตามมาติดๆ

เมื่อการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประสิทธิภาพของธุรกิจจึงต้องใช้เม็ดเงินให้คุ้มค่าที่สุด เพราะการจะหว่านเม็ดเงินกระจายให้ทั่วในทุกสื่อ เหมือนการซื้อสื่อโฆษณาในอดีต คงไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันรู้เท่าทันนักการตลาดแล้ว และมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ดังนั้น ยิ่งนักการตลาดรู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของตนเองได้มากเท่าไร ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันก็มีมากเท่านั้น และความสำเร็จในธุรกิจก็อยู่ไม่ไกล แต่สิ่งสำคัญก็ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคให้ทันด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11 - 14 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business