thansettakij
thansettakij
โฮมพอตเทอรี่ผนึกทุนนิวซีแลนด์ ตั้งบริษัทบุกตลาดอุปกรณ์ร้านอาหาร-วางเป้าปีแรก 60 ล้าน

โฮมพอตเทอรี่ผนึกทุนนิวซีแลนด์ ตั้งบริษัทบุกตลาดอุปกรณ์ร้านอาหาร-วางเป้าปีแรก 60 ล้าน

13 ธ.ค. 59 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ธ.ค. 59 | 14:33 น.
โฮมพอตเทอรี่จับมือนักธุรกิจนิวซีแลนด์ ทุ่มงบ 40 ล้าน ลุยธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ในร้านอาหารและภัตตาคาร หวังกวาดยอดขาย 60 ล้านในปีแรก ชูจุดเด่นการให้บริการครบวงจร หลังเห็นโอกาสทางการตลาด มูลค่ากว่า 3.8 แสนล้าน ก่อนเดินหน้าขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน

นางสาวนิจวรรณ เชาว์กิตติโสภณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โฮม พอตเทอรี่ จำกัด (มหาชน)(HPT) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ได้ร่วมทุนกับนายโรเจอร์ ฟิวเทล นักธุรกิจชาวนิวซีแลนด์ จัดตั้งบริษัท เซ็นทรัล ฮอสพิแทลลิที จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้สำหรับธุรกิจบริการด้านอาหาร ระดับ 3-5 ดาว โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 75% และนายโรเจอร์ถือหุ้นสัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียนมูลค่า 40 ล้านบาท

โดยแนวทางการทำตลาดเบื้องต้น ได้ลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท เปิดโชว์รูมสาขาแรกในย่านถนนบางนา-ตราด สำหรับใช้เป็นร้านแสดงสินค้าและจัดจำหน่าย ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 20 แบรนด์ จำนวนกว่า 5,000 รายการ ครอบคลุมสินค้า 24 กลุ่ม อาทิ กลุ่มอุปกรณ์เบเกอรี่ อุปกรณ์บาร์ อุปกรณ์ปรุงอาหาร กลุ่มอุปกรณ์ล้างจาน อุปกรณ์เครื่งอแก้ว เป็นต้น ที่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและเป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงแบรนด์ของโฮม พอตเทอรี่

นางสาวนิจวรรณ กล่าวอีกว่า แนวทางการทำตลาดจะมุ่งเน้นการนำเสนอการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ที่ลูกค้าวางแผนการเปิดกิจการ ซึ่งจะมีพนักงานให้คำปรึกษาและร่วมพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลุกค้าเป้าหมาย ที่เป็นร้านค้า ภัตราคาร และโรงแรมระดับ 3-5 ดาว นอกจากนี้ บริษัทยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ รวมทั้งหมด 6 ช่องทาง ได้แก่ พนักงานขาย (Sale Representative) เว็บไซต์ (Web order) โทรสั่งซื้อสินค้า (Call Center order) โทรสั่งซื้อสินค้าทางโทรสาร (Fax order) สั่งซื้อสินค้าทาง E-Mail (E-Mail order) และลูกค้าสามารถมาเลือกซื้อด้วยตนเอง (Cash & Carry)

"แนวทางการทำตลาดในระยะแรก จะเน้นการทำตลาดโดยตรงกับผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพฯ และการโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในปีแรกไว้ที่ 60 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆไป โดยวางเป้าหมายการเติบโตต่อเนื่องในระยะ 5 ปี ในอัตราปีละ 20% ส่วนการขยายสาขาโชว์รูม บริษัทจะประเมินสถานการณ์และผลตอบรับจากสาขาแรกก่อน ซึ่งมีความเป็นไปได้หากประสบความสำเร็จในสาขาแรก จะลงทุนในหัวเมืองต่างจังหวัดต่อไป อย่างเช่นภาคใต้ถือว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสเข้าไปลงทุน แต่คงจะต้องศึกษาตลาดอีกครั้งหนึ่ง"

ส่วนการเข้ามาทำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์สำหรับโรงแรม ร้านอาหารและภัตรคาร เนื่องจากบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตร เพราะได้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของลูกค้าส่งออกไปทำตลาดในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ประกอบกับตลาดร้านอาหารทั้งที่เป็นเชนและไม่ใช่เชนในปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่ามีมูลค่าสูงกว่า 3.82 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องประมาณ 3% ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และการเติบโตที่น่าสนใจ บริษัทจึงเข้ามาดำเนินธุรกิจดังกล่าว เพราะปัจจุบันสินค้าที่จัดจำหน่ายอยู่ยังไม่มีการให้บริการที่ครบวงจร รวมถึงยังมีสินค้าให้เลือกจำกัด

"ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหารทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหาร ต่างปรับตัวเพื่อรองรับโอกาสการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าว ด้วยกลยุทธ์การเพิ่มสาขา เพิ่มจำนวนโรงแรม ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ซึ่งหากธุรกิจในประเทศไทยเติบโตได้ดีแล้ว บริษัทจะมองหาโอกาสทางการตลาดเพื่อขยายตลาดไปยังเออีซีต่อไปด้วย ส่วนรูปแบบการลงทุนจะขึ้นอยู่กับพันธมิตรที่จะร่วมทุนกันในอนาคต"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11 - 14 ธันวาคม 2559